ฟอร์ด มี 5 ฟีเจอร์ใน เอเวอเรสต์

ไลฟ์สไตล์และการใช้งานที่หลากหลาย รถยนต์ เป็นเพื่อนคู่ใจ นับว่ามีความสำคัญไม่น้อย เพราะรถเอสยูวีขนาดกลางอย่างฟอร์ด เอเวอเรสต์ นอกจากจะเหมาะกับการใช้งานสำหรับครอบครัวแล้ว ยังอัดแน่นด้วยเทคโนโลยีที่พร้อมทำให้สมาชิกในครอบครัวเพลิดเพลินไปกับการฟังเพลงหรือพอดแคสต์รายการโปรด พร้อมด้วยอุปกรณ์อำนวยความสะดวก สมรรถนะการขับขี่ที่เหนือชั้นทั้งบนทางเรียบและแบบออฟโรด และอุปกรณ์ปกป้องความปลอดภัยสำหรับคนที่คุณรักในทุกการเดินทาง ไม่ว่าจะเป็นการรับ-ส่งลูกๆ ไปโรงเรียน ตระเวณซื้อของใช้ที่จำเป็น พาลูกๆ ไปเล่นกีฬาในวันหยุดหรือพาเจ้าตัวเล็กไปสำรวจโลกกว้าง ในรถยนต์ ฟอร์ด เอเวอเรสต์ มี 5 ฟีเจอร์หลัก อันเป็นเหตุผลที่ทำให้ ฟอร์ด เอเวอเรสต์ พร้อมเป็นผู้ช่วยให้สุดยอดการใช้งานรถ เอสยูวี ได้โฟกัสกับคนสำคัญที่สุดในชีวิตได้อย่างเต็มที่ยิ่งกว่าเดิม อาทิ 1.มอบความปลอดภัยสำหรับเจ้าตัวน้อย 
พ่อแม่ทุกคนรู้ดีถึงความยากลำบากในการติดตั้งเบาะนั่งนิรภัยสำหรับเด็กหรือคาร์ซีทให้แน่น ของที่ดูใช้ง่ายอย่างหัวล็อกและสายรัด อาจกลายเป็นเรื่องยุ่งยากได้หากรถของคุณไม่มีอุปกรณ์พื้นฐานรองรับ แต่การยึดคาร์ซีทที่เบาะแถวที่สองของฟอร์ด เอเวอเรสต์ ทำได้อย่างง่ายดาย ด้วยตัวช่วยอย่างจุดยึดเบาะนั่งเด็ก ISOFIX ที่รองรับคาร์ซีทได้หลายรูปแบบ ช่วยให้คุณแม่อุ่นใจและพร้อมออกเดินทางไปด้วยกันได้ทั้งครอบครัว 2.เพิ่มเพื่อนร่วมทางหรือสัมภาระได้จุใจ 
ในวันที่เด็กๆ ต้องทำกิจกรรมร่วมกันกับเพื่อนๆ  ห้องโดยสารที่กว้างขวางของฟอร์ด เอเวอเรสต์ พ้อมรองรับผู้โดยสารได้ถึง 7 คน หรือคุณแม่อาจปรับเบาะแถวที่ 3 ด้วยระบบพับเบาะไฟฟ้า เพิ่มพื้นที่ในการบรรทุกสัมภาระได้กว่า 876 ลิตร ง่ายๆ เพียงกดปุ่มด้านหลังเพียงปุ่มเดียว 3.เชื่อมต่ออุปกรณ์เพื่อความบันเทิงได้ตลอดทาง
สำหรับการเดินทางไกลๆ การเปิดการ์ตูนเรื่องโปรดหรือให้เด็กๆสาละวนอยู่กับเกมหรือกิจกรรมต่างๆ ในแท็บแล็ต เป็นวิธีหนึ่งที่จะช่วยให้เด็กๆ ได้เพลิดเพลินตลอดเส้นทางโดยคุณแม่ไม่ต้องกังวลว่าอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์จะแบตหมด ด้วยช่องต่อยูเอสบีหลายจุด และอุปกรณ์เสริมในรุ่นไทเทเนียม พลัส ที่เพิ่มปลั๊กไฟบ้านแบบ 230 โวลต์ ให้ใช้งานอุปกรณ์ไฟฟ้าได้อย่างเต็มที่ แถมยังมีช่องเก็บของทั้งคันอีกกว่า 30 จุด ช่วยให้คุณแม่จัดระเบียบของเล่นและเก็ตเจ็ตได้อย่างสบายใจไม่ต้องกลัวรก 4.ใช้งานง่าย สะดวกสบาย และทันสมัย หมดปัญหามือไม่ว่างเปิดประตูในวันที่ถือข้าวของพะรุงพะรัง เพราะสุดยอดคุณแม่สามารถโชว์พลังวิเศษเปิดประตูท้ายได้ด้วยระบบประตูท้ายเปิด-ปิดด้วยไฟฟ้าแบบแฮนด์ฟรีในฟอร์ด เอเวอรเรสต์ ไม่ว่าจะเก็บรถเข็นเด็ก หรือข้าวของที่ซื้อมาจากซุปเปอร์มาร์เก็ต เพียงคุณแม่เตะเท้าไปที่เซนเซอร์ท้ายรถ ประตูท้ายรถก็จะเปิดขึ้นหรือปิดลงแบบอัตโนมัติได้อย่างง่ายดาย 5.อุ่นใจด้วยระบบเทคโนโลยีด้านความปลอดภัย
ฟอร์ด เอเวอเรสต์ ได้รับการออกแบบโดยคำนึงถึงความปลอดภัยของครอบครัว ด้วยโครงสร้างและสมรรถนะอันทรงพลังของฟอร์ด นอกจากเสียงเตือนคาดเข็มขัดนิรภัยทันทีที่ขึ้นรถ ฟอร์ด เอเวอเรสต์ ยังอัดแน่นด้วยฟีเจอร์ความปลอดภัยที่ใส่ใจในทุกรายละเอียด ไม่ว่าจะเป็นถุงลมนิรภัย 7 จุดเทคโนโลยีช่วยในการขับขี่อัจฉริยะทั้งบนถนนและแบบออฟโร้ด อาทิ ระบบควบคุมเสถียรภาพการทรงตัวที่จะช่วยให้คุณแม่พาเจ้าตัวเล็กออกไปสำรวจโลกกว้างหรือตั้งแคมป์ปิคนิกได้ทุกที่อย่างมั่นใจ ไม่ว่าเส้นทางจะสมบุกสมบันแค่ไหนก็ตาม สามารถดูรายละเอียดและข้อมูลเพิ่มเติมที่ได้เว็บไซต์ https://www.ford.co.th/suvs/everest/ หรือขอโบรชัวร์ และโปรโมชั่นข้อเสนอสุดพิเศษผ่าน LINE Official Account @FordThailand พร้อมบริการจัดส่งรถทดลองขับถึงบ้าน ที่ผู้จำหน่ายฟอร์ดพร้อมบริการจัดส่งรถทดลองขับที่ได้รับการทำความสะอาดฆ่าเชื้อถึงบ้านคุณ    

 
Read More

อวสาน แมคคานิค

            จากเทคโนโลยี ในอดีต ที่พัฒนายานยนต์ มาจนถึงปัจจุบันนี้ ก่อนปี คศ 2000 รถยนต์ยังคงเน้นไปที่การพัฒนา แมคคานิค (Mechanical) มากกว่า อิเลคทรอนิค (Electronic) แต่พอหลังปี คศ 2000 ระบบอิเลคทรอนิค หรือระบบคอมพิวเตอร์ เข้ามาควบคุมอุตสาหกรรมยานยนต์มากยิ่งขึ้น เพื่อความสะดวกสบาย ทันสมัย และสมรรถนะที่สูงขึ้น             ไม่ใช่แค่รถยนต์ยี่ห้อใด ยี่ห้อหนึ่งเท่านั้น และไม่ใช่แค่รถเก๋ง รถสปอร์ต รถเอสยูวี รถบรรทุก แต่กลับกลายเป็นว่าเทคโนโลยี คอมพิวเตอร์ เข้ามาควบคุมยานยนต์ ยานพาหนะ ขั้นพื้นฐาน ไม่ว่าจะเป็นรถยนต์ มอเตอร์ไซค์ หรือเรือ หลังจากที่ยานพาหนะทางอากาศ ใช้มาก่อนหน้านี้นานแล้ว ยกตัวอย่างเช่น เทคโนโลยี เบรก ของอากาศยาน ที่เราจะรู้จักกันในนาม เบรก ABS ก็ได้พัฒนามาใช้กับรถยนต์ เพื่อให้การเบรกของรถยนต์ หรือมอเตอร์ไซค์ ไม่เสียการทรงตัว บนทางลื่นไถล ดังนั้น จึงเห็นรถสปอร์ตเปิดประทุน ที่แต่ก่อน จะเป็นระบบ แมคคานิค เปิดประทุน กลับกลายเป็นว่ารถยนต์สปอร์ตเปิดประทุนรุ่นใหม่ๆ จะเป็นระบบอิเลคทรอนิค ควบคุมการเปิดปิดหลังคา แม้แต่กำหนดความเร็วของรถ ว่าอยู่ในระดับใด ถึงปลอดภัย ขณะเปิดประทุน             เทคโนโลยี ง่ายๆ อย่างไฟเลี้ยว ที่ติดตั้งกับตัวถังรถยนต์ และเพิ่มเติมต่อมาด้วยการฝังไว้ที่กระจกมองข้าง ซึ่งในกระจกมองข้าง ใช้เทคโนโลยีเพิ่มเติม เข้าไปอีก…

 
Read More

FORD เผย 5 เคล็ดลับ

การขับออฟโรดบนเส้นทางออฟโรดสุดโหดต้องใช้ทั้งความรู้ ทักษะ และความมั่นใจในการเดินทาง นักขับบางคนจึงอาจรู้สึกไม่มั่นใจว่าตนเองพร้อมสำหรับการขับรถออกนอกเส้นทางอันสะดวกสบายและทางเรียบที่คุ้นเคย แม้จะมีรถที่ขับเคลื่อน 4 ล้ออยู่ในครอบครองแล้วก็ตาม   อนึ่ง กุญแจสำคัญในการปลดล็อกประสบการณ์การขับขี่ออฟโรด พร้อมตะลุยในสภาพแวดล้อม​สมบุกสมบันอย่างปลอดภัยคือการเตรียมตัวและความเข้าใจในยานพาหนะและศักยภาพของยานพาหนะอย่างถ่องแท้ โดยรถกระบะอย่างเช่น ฟอร์ด เรนเจอร์ ได้รับการออกแบบมาโดยคำนึงถึงการใช้งานบนเส้นทางออฟโรดเป็นสำคัญ ด้วยความสูงจากพื้นถนนและมุมเงย มุมจาก ที่ออกแบบมาให้เอื้ออำนวยต่อการตะลุยผ่านสิ่งกีดขวาง รวมถึงระบบขับเคลื่อน 4 ล้ออันทรงพลังพร้อมตอบโจทย์การใช้ชีวิตอย่างเต็มที่ในทุกด้าน ด้วยคุณสมบัติข้างต้นประกอบกับสมรรถนะที่จะช่วยให้คุณบรรทุก ลากจูง หรือขับรถออกผจญภัยบนเส้นทางสุดโหด จึงทำให้ฟอร์ด เรนเจอร์ กลายเป็นเพื่อนคู่ใจของคอออฟโรดให้บุกตะลุยไปทุกที่ได้อย่างสนุกสนานและมั่นใจ คุณนิดา ชัชวรัตน์ ผู้จัดการแบรนด์รถกระบะ ฟอร์ด ประเทศไทย กล่าวว่า “การขับรถบนเส้นทางออฟโรดเป็นการเปิดประสบการณ์ให้เราได้ค้นพบสิ่งเราไม่เคยรู้มาก่อน เมื่อมีรถกระบะอย่างฟอร์ด เรนเจอร์ ที่พร้อมตะลุยไปกับเราได้ในทุกเส้นทางแล้ว เราก็พร้อมเดินทางสร้างประสบการณ์ใหม่ๆได้อย่างสะดวกสบายและมั่นใจมากขึ้น” สำหรับผู้ที่เพิ่งเป็นเจ้าของรถขับเคลื่อน 4 ล้อ การทำความเข้าใจว่าเมื่อไหร่ควรใช้อัตราทดความเร็วสูงหรือต่ำ หรือการทำความรู้จักระบบล็อกเฟืองท้ายว่ามีวิธีการใช้งานอย่างไรนั้น อาจไม่ใช่เรื่องง่าย ฟอร์ดจึงขอแบ่งปันเคล็ด (ไม่) ลับง่าย ๆ 5 ข้อที่จะช่วยให้คุณดึงศักยภาพของฟอร์ด เรนเจอร์ ออกมาใช้ได้อย่างเต็มที่ในการขับขี่แบบออฟโรด 1.ทำความเข้าใจการใช้อัตราทดความเร็วสูงและต่ำ (High and Low Range) ฟอร์ด เรนเจอร์ มีระบบส่งกำลัง 2 ชุดด้วยกัน ทำให้ผู้ขับขี่สามารถเลือกใช้ระบบขับเคลื่อนสองล้ออัตราทดความเร็วสูง (2H) ระบบขับเคลื่อนสี่ล้ออัตราทดความเร็วสูง (4H) หรือระบบขับเคลื่อนสี่ล้ออัตราทดความเร็วต่ำ  (4L) ให้เหมาะสมกับสภาพเส้นทาง เมื่ออยู่ในระบบ 2H รถจะขับเคลื่อนด้วยล้อหลังเท่านั้น ซึ่งถือเป็นโหมดการขับเคลื่อนปกติบนพื้นผิวเรียบ แต่เมื่อขับบนเส้นทางลูกรัง หรือบนพื้นผิวถนนที่ลื่น เช่นหลังฝนตก การเลือกระบบขับเคลื่อนแบบสี่ล้อจะช่วยให้รถยึดเกาะถนนได้ดียิ่งขึ้น นอกจากนี้ ฟอร์ดเรนเจอร์ ยังมาพร้อมระบบ Shift on the fly ผู้ขับขี่สามารถเปลี่ยนระบบขับเคลื่อนจากแบบสองล้อ (2H) เป็น 4H ได้โดยไม่ต้องหยุดรถ อย่างไรก็ดี เมื่อผู้ขับขี่ต้องเดินทางผ่านเส้นทางที่ท้าทายมากขึ้น การเปลี่ยนมาใช้ระบบเกียร์แบบ 4L จะเป็นตัวช่วยสำคัญที่ทำให้รถค่อยๆ ขับเคลื่อนผ่านพื้นผิวขรุขระได้ดีกว่าด้วยอัตราทดเกียร์ต่ำที่ช่วยเพิ่มกำลังและแรงบิดมากขึ้น 2.เลือกโอกาสในการใช้อัตราทดความเร็วต่ำ การเลือกใช้อัตราทดความเร็วต่ำเป็นกุญแจสำคัญของการขับบนพื้นที่ลาดชัน ทรายลึก หิน หรือโคลนลึก เนื่องจากการใช้อัตราทดความเร็วต่ำหมายถึงการใช้งานที่เกียร์ต่ำ จึงเหมาะกับการขับบนทางขรุขระที่ใช้ความเร็วน้อยกว่าการขับบนพื้นผิวเรียบ หรือที่ความเร็วต่ำกว่า 40 กม. ต่อชั่วโมง ในการเลือกระบบ 4L ให้จอดรถนิ่งสนิทแล้วขึงเปลี่ยนเกียร์ไปที่ N ก่อน จากนั้นจึงหมุนปุ่มเพื่อเปลี่ยนระบบขับเคลื่อนซึ่งติดตั้งอยู่บริเวณส่วนล่างของกระปุกเกียร์ (สัญลักษณ์ 2H, 4H และ 4L) เมื่อมีไฟสัญญาณ 4L ขึ้นที่หน้าปัดควบคุมหลังพวงมาลัยแล้วจึงเปลี่ยนเกียร์ไปที่ D แล้วออกรถอย่างช้าๆ 3.ใช้ระบบล็อคเฟืองท้ายแบบ Rear Differential Lock เมื่อไหร่ เฟืองท้ายช่วยให้ล้อรถแต่ละล้อหมุนด้วยความเร็วที่ต่างกันได้เมื่อเข้าโค้ง โดยล้อฝั่งด้านนอกโค้งจะใช้วงเลี้ยวกว้างกว่าล้อที่อยู่ด้านในโค้ง แต่เมื่อขับบนทางออฟโรด เฟืองท้ายทั่วไปอาจเป็นปัญหาในการขับขึ้นเนินหรือข้ามสิ่งกีดขวาง เนื่องจากเมื่อล้อยกลอยจากพื้นแล้ว เฟืองท้ายจะให้ความสำคัญกับล้อที่ลอยอยู่ ทำให้ล้อนั้นหมุนไปเรื่อยๆ อย่างไร้ประโยชน์ ส่วนล้อที่อยู่บนพื้นก็ไม่มีแรงพอที่จะขับเคลื่อนต่อไปได้ระบบล็อคเฟืองท้ายแบบ Rear Differential Lock ของฟอร์ด เรนเจอร์ คือตัวช่วยล็อคล้อหลังทั้งสองด้านให้ได้รับแรงขับเคลื่อนเท่ากัน ดังนั้น เมื่อมีล้อใดล้อหนึ่งลอยอยู่ ล้ออีกข้างจะยังช่วยขับเคลื่อนให้รถเดินหน้าต่อไปได้ อย่างไรก็ตาม การใช้ระบบล็อกเฟืองท้ายอาจไม่เหมาะในบางสถานการณ์ เช่น เมื่อต้องใช้วงเลี้ยวแคบๆ หรือเมื่อทั้งสี่ล้อสามารถรับน้ำหนักได้เท่ากัน รวมถึงการขับด้วยความเร็วสูงขึ้น และเมื่อขับบนทางลาดเอียง 4.ใช้ระบบควบคุมความเร็วขณะลงเขา (Hill Descent Control: HDC) เมื่อไหร่ เมื่อต้องขับลงเนินลาดชัน เราขอแนะนำให้คุณเลือกใช้ระบบควบคุมความเร็วขณะลงเขาของฟอร์ด เรนเจอร์ (ปุ่มที่มีสัญลักษณ์รถขับลงเนิน) โดยผู้ขับขี่ต้องจอดรถและเปลี่ยนเกียร์ไปที่ P ก่อนเปิดใช้งาน จากนั้นจึงเปลี่ยนเกียร์ไปที่ D แล้วค่อย ๆ ยกเท้าขึ้นจากแป้นเบรก ปล่อยให้รถคลานลงเนินช้าๆ แล้วเน้นใช้พวงมาลัยควบคุมทิศทางของรถ หากต้องการปรับความเร็ว ให้ใช้ปุ่ม Cruise Control (+/-) เพื่อเพิ่มหรือลดความเร็ว โดยระบบควบคุมความเร็วขณะลงทางลาดชันจะเหมาะสำหรับการขับขี่ด้วยความเร็วที่ไม่สูงนัก ที่ความเร็ว 5-32 กม. ต่อ ชม.  5.การลดแรงดันลมยาง หนึ่งในวิธีที่ง่ายที่สุดในการเพิ่มความสามารถในการขับบนเส้นทางออฟโรด และเพิ่มความนุ่มสบายภายในห้องโดยสารคือการลดแรงดันลมยาง โดยปริมาณลมยางที่จะปล่อยออกมานั้นขึ้นอยู่กับเส้นทางที่ขับ เราจึงแนะนำให้ผู้ขับขี่ตรวจสอบค่าแรงดันลมที่เหมาะสมกับเส้นทาง โดยข้อดีของการลดแรงดันลมยาง คือ พื้นผิวของล้อจะสัมผัสพื้นดินมากขึ้น ช่วยให้เกิดการกระจายน้ำหนักอย่างเท่าเทียมและทั่วถึงมากขึ้น เหมาะกับการขับบนพื้นทรายหรือพื้นโคลน พื้นผิวยางดูดซับแรงกระแทกได้ดีขึ้น ช่วยป้องกันล้อและส่วนต่างๆ ของล้อเมื่อขับบนพื้นที่ที่เป็นหินขรุขระ ช่วยมอบประสบการณ์การขับขี่ที่นุ่มนวลและสะดวกสบายมากขึ้นเมื่อขับบนเส้นทางออฟโรด ยางที่อ่อนลงเล็กน้อยจะยึดเกาะพื้นผิวขรุขระเล็กๆ ได้ดีกว่า และลดแรงกระแทกภายในห้องโดยสารได้ หากคุณมีแผนจะปล่อยลมยางเพื่อขับบนเส้นทางออฟโรด อย่าลืมนำเครื่องเติมลมยางติดไปด้วยเพื่อเติมลมยางก่อนกลับมาขับบนถนนทางเรียบ การขับรถบนทางเรียบด้วยลมยางต่ำจะทำให้ควบคุมรถได้ยากทำให้ไม่ปลอดภัย อีกทั้งยังลดอายุการใช้งานของยางและส่งผลต่ออัตราการประหยัดน้ำมันอีกด้วย  

 
Read More

HONDA LPGA THAILAND มาพลิกเอาวันสุดท้าย

ไม่น่าเชื่อกับการแข่งขันระดับโลกอย่าง HONDA LPGA THAILAND 2021 สาวไทย เอรียา จุฑานุกาล คว้าแชมป์ประวัติศาสตร์กอล์ฟสตรี สานฝันอันยิ่งใหญ่ให้แฟนกอล์ฟชาวไทยนักกอล์ฟไทยคนแรกแชมป์ของทัวร์นาเมนต์ แม้จะอันดับตามหลังมาตลอด ผลการแข่งขันรายการกอล์ฟอาชีพสตรี “ฮอนด้า แอลพีจีเอ ไทยแลนด์ 2021” ณ สนามกอล์ฟ สยามคันทรีคลับ พัทยา โอลด์คอร์ส จ.ชลบุรี  วันสุดท้าย”โปรเม” เอรียา จุฑานุกาล โชว์วงสวิงได้อย่างร้อนแรงตี 9 อันเดอร์พาร์ ไล่บี้ “โปรจีน” อาฒยา ฐิติกุล วัย 18ปี ปาดหน้าคว้าแชมป์ฮอนด้า แอลพีจีเอ ไทยแลนด์ 2021 ไปครองด้วยสกอร์รวม 22 อันเดอร์พาร์ 266 สร้างประวัติศาสตร์เป็นนักกอล์ฟไทยคนแรกที่คว้าแชมป์ฮอนด้า แอลพีจีเอ ไทยแลนด์ นับตั้งแต่มีการแข่งขันทั้งหมด 14 ครั้ง  ขณะที่ “โปรเหมียว” แพตตี้ ธวัชธนกิจ ผู้นำสามวันแรกมาพลาดวันสุดท้าย จบอันดับ 3 ร่วม ตลอดทั้ง 4 วัน ของการแข่งขัน “ฮอนด้า แอลพีจีเอ ไทยแลนด์ 2021” นักกอล์ฟสาวทั้งชาวไทยและต่างชาติ 72 คน ร่วมประชันวงสวิงชิงเงินรางวัลรวม 1.6 ล้านเหรียญสหรัฐฯหรือประมาณ 50 ล้านบาท และลุ้นรางวัลพิเศษรถยนต์ ฮอนด้า แอคคอร์ด ไฮบริด รุ่น HYBRID TECH มูลค่า 1,799,000…

 
Read More

YAMAHA SMART CONNECTED LIFE

ไทยยามาฮ่ามอเตอร์ เดินหน้าขับเคลื่อนแบรนด์สู่ระดับโลก ด้วยวิสัยทัศน์ระยะยาวถึงปี 2030        ชูแนวคิด “ART FOR HUMAN POSSIBILITIES” เปิดตัวโมเดลใหม่ 5 รุ่น ตอบโจทย์ความต้องการทุกไลฟ์สไตล์ ในงาน Bangkok International Motor Show ครั้งที่ 42 พร้อมนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่สร้างประสบการณ์ความตื่นเต้น ภายใต้คอนเซปต์YAMAHA-SMART CONNECTED LIFE ในปีนี้ บริษัท ไทยยามาฮ่ามอเตอร์ จำกัด หวังยกระดับคุณภาพชีวิตและความสุขที่ยิ่งใหญ่กว่าให้กับผู้คน ผ่านสามองค์ประกอบหลัก ได้แก่ Advancing Robotics : การสร้างสรรค์สิ่งใหม่ด้วยนวัตกรรมอัจฉริยะ และวิทยาการหุ่นยนต์ขั้นสูง เพื่อตอบโจทย์ความต้องการต่างๆ ของผู้คน และสังคม รวมถึง Rethinking Solution : การแสวงหาแนวคิดใหม่ๆ และนำมาประยุกต์ใช้กับความเชี่ยวชาญทางวิศวกรรมของเรา และ Transforming Mobility : การพัฒนารูปแบบการเดินทาง เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิต และตอบสนองความต้องการของผู้คน ทั้งด้านอารมณ์ ความรู้สึก และความสะดวกสบาย มร.ทัตสึยะ โนซากิ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ไทยยามาฮ่ามอเตอร์ จำกัด กล่าวว่า “เรามีพันธกิจที่จะเป็นองค์กรที่สร้าง Kando ให้กับลูกค้า ลูกค้าที่ได้สัมผัสสินค้าหรือบริการยามาฮ่าจะรู้สึกพึงพอใจอย่างลึกซึ้งและมีความตื่นเต้นเร้าใจในเวลาเดียวกัน ภายใต้แบรนด์สโลแกน “เร่งชีวิตให้เร้าใจ” ยามาฮ่าแตกต่างจากแบรนด์อื่นด้วยการนำเอาวิถีอันเป็นเอกลักษณ์ของยามาฮ่า 5 ประการมาประยุกต์ใช้ ได้แก่ “ริเริ่ม” “สนุกสนาน” “มั่นใจ” “ดึงดูดใจ” และ “ผูกพัน” และด้วยหลักปฏิบัติดังกล่าว ยามาฮ่า จึงมุ่งมั่นที่จะมอบสินค้าและบริการที่เหนือความคาดหมายให้กับลูกค้าทั่วโลก และเพื่อเป็นการขับเคลื่อนแบรนด์ตามวิสัยทัศน์ที่กล่าวมา…

 
Read More

เอ.พี. ฮอนด้า ร่วมยกระดับธุรกิจเดลิเวอรี่ สู่ยุค EV

รถจักรยานยนต์ ฮอนด้า พร้อมต่อยอด Battery Swapping System จับมือแฟลชเอ็กซ์เพรส์ และโออาร์ นำรถ Honda PCX Electric มาใช้เป็นครั้งแรก เอ.พี. ฮอนด้า ผู้นำวงการรถจักรยานยนต์ไทย พร้อมนำ Honda PCX Electric รถจักรยานยนต์ไฟฟ้ามาตรฐานโลก มาร่วมให้บริการจัดส่งพัสดุกับ Flash Express โดยยกโมเดลการสับเปลี่ยนแบตเตอรี่ (Batter Swapping) มาใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและความรวดเร็วในการเติมพลังงานให้กับรถ โดยการสนับสนุนจาก บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือ OR ติดตั้งจุดสับเปลี่ยนแบตเตอรี่ที่สถานีบริการน้ำมัน PTT Station ในเขตกรุงเทพมหานคร เริ่มดำเนินการในเขตลาดพร้าวเป็นเขตแรกภายในเดือนตุลาคมนี้ ณ สถานีบริการน้ำมัน PTT station สาขาลาดพร้าว สำหรับ Flash Express ถือเป็นผู้ให้บริการขนส่งเอกชนชั้นนำของเมืองไทย และกำลังเติบโตในเชิงธุรกิจอย่างรวดเร็ว การนำ Honda PCX Electric มาร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการจัดส่งจะช่วยลดการปล่อยมลพิษทางอากาศ ผลักดันการใช้พลังงานทางเลือก ช่วยรักษาสิ่งแวดล้อม และช่วยส่งเสริมให้คนไทยมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ความร่วมมือในครั้งนี้ถือเป็นการต่อยอดครั้งสำคัญในการศึกษาการใช้งานรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าในเชิง Ecosystem โดยใช้ระบบสับเปลี่ยนแบตเตอรี่ (Battery Swapping) ซึ่งผู้ใช้สามารถสลับแบตเตอรี่ได้เองโดยไม่ต้องรอชาร์จไฟฟ้า หลังประสบความสำเร็จจากโปรเจคท์ PCX Electric Ecosystem ที่ทางเอ.พี. ฮอนด้า ได้ร่วมกับสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรีและ HAUP วางระบบการใช้รถ Honda PCX Electric ภายในพื้นที่ของสถาบันและชุมชนใกล้เคียง  

 
Read More

“Charge to Change”

เบนซ์ บริจาคตู้ชาร์จไฟฟ้ารถยนต์ให้ใช้ฟรี…ทุกยี่ห้อ                   เมื่อตอนที่ ทีมพีอาร์ เมอร์เซเดส เบนซ์ โทรศัพท์มาบอกว่า ขอเชิญไปร่วมสัมผัส และฟังบรรยาย เกี่ยวกับนโยบายของ โครงการ “Charge to Change” นั้น บอกตามตรงว่าไม่รู้สึกอะไรเลย…เพราะว่าในช่วงระยะเวลาที่ผ่านมา การทำโครงการ CSR ต่างๆ ของบริษัทรถยนต์ ล้วนเป็นที่มาแห่งการสร้างอิมเมจแบรนด์ ให้มีภาพลักษณ์แห่งอัตลักษณ์นิยม                   แต่เมื่อเดินทางไปถึง พัทยาเหนือ โดยการขับรถยนต์ ปลั๊กอิน ไฮบริด ของ เมอร์เซเดส รุ่น GLC 300e 4MATIC AMG นอกจากเราจะได้สัมผัส สมรรถนะ ของรถยนต์ ประเภทใช้พลังงานทางเลือก ร่วมกับเครื่องยนต์เบนซินแบบเดิม เพิ่มเติม คือ ให้กำลังแรงขึ้น ประหยัดขึ้น ที่สำคัญ มลภาวะเป็นพิเศษทางอากาศลดน้อยลงด้วย ขณะที่เรากำลังสนใจ และหาข้อมูลเกี่ยวกับรถยนต์ ปลั๊กอิน ไฮบริด คันนี้อยู่นั้น คุณอัชฌ์ บุณยประสิทธิ์ ผู้จัดการทั่วไปฝ่ายการตลาดและสื่อสารองค์กร บริษัท เมอร์เซเดส เบนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด ก็มาให้ความกระจ่าง เกี่ยวกับโครงการที่ใช้ชื่อว่า “Charge to Change” ว่า “การชาร์จเพื่อเปลี่ยนโลก ลดปัญหา PM 2.5 สร้างสิ่งแวดล้อมที่ดีขึ้น พร้อมสร้างสุขภาวะที่ดีขึ้นให้คนไทย บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด…

 
Read More

Honda Wave ขายดีสุดเพราะ…

เอ.พี. ฮอนด้า เปิดตัว  Honda Wave 100 สู่เมืองไทยเป็นครั้งแรกในปี 2540 และได้รับการตอบรับที่ดีอย่างรวดเร็วในทันที ก่อนที่รถในตระกูลเวฟจะกลายมาเป็นรถมอเตอร์ไซค์แบบครอบครัวที่ครองใจคนไทยมาอย่างยาวนานที่สุดกว่า 2 ทศวรรษ และยังคงยืนหนึ่งถึงยุคปัจจุบันในฐานะรถที่มียอดจำหน่ายสูงสุดที่สุดของประเทศไทย  ด้วยตัวเลขยอดจำหน่ายสะสมถึง 15,277,287 คัน (นับถึงสิ้นปี 2019) แต่อะไรคือกุญแจสำคัญที่ทำให้ Honda Wave มาได้ไกลขนาดนี้ ทั้งยังไม่มีทีท่าว่าจะตกจากความเป็นเบอร์หนึ่งได้ง่ายๆ พบกับความลับ 5 ข้อ ที่ใครๆ ที่ทำให้ Honda Wave กลายเป็นตัวเลือกแรกของคนไทย เมื่อคิดจะซื้อรถมอเตอร์ไซค์ที่คุ้มค่าสักคัน 1.ดีไซน์ทันสมัย สวยงามโดดเด่นทุกมุมมอง Honda Wave ทุกรุ่นได้รับการออกแบบให้โดนใจคนไทย สวยงามทันสมัย ดูลงตัวทั้งคันไม่ขาดไม่เกิน โดยเฉพาะ Honda Wave 110i ที่มีไฟหน้ารูปหัวใจเป็นเอกลักษณ์ ซึ่งได้รับเสียงตอบรับที่ดีมากในด้านความสวยงาม และยังทำให้ Honda Wave กลายเป็นผู้นำเทรนด์ในเรื่องดีไซน์ของรถครอบครัวยุคใหม่ ล่าสุด Honda Wave รุ่นใหม่ ๆ ยังนำระบบไฟ LED มาใช้กับไฟหน้า ยิ่งเพิ่มความสวยงามขึ้นไปอีกระดับ ในขณะที่ตัวรถก็มีรูปทรงและเส้นสายที่ดูพริ้วไหวทันสมัย ทั้งยังมีจุดเด่นที่บังลมแบบเลเยอร์ดูมีมิติ และการใช้วัสดุประกอบที่ทนทาน 2.เครื่องยนต์อึด แรง ประหยัด Honda Wave วางจำหน่ายเป็นครั้งแรกในปี 2540 ในชื่อ Honda Wave100 ก่อนที่ในปี 2542 จะอัพเกรดขึ้นมาเป็น Honda Wave110 และเปิดตัวรุ่นที่มีเครื่องยนต์ขนาด 125ซีซี ภายใต้ชื่อ Honda Wave125 เพื่อเป็นทางเลือกให้กับผู้ใช้ ต่อมาในปี 2546 ฮอนด้าได้นำระบบหัวฉีด PGM-FI มาติดตั้งกับ Honda Wave เป็นรุ่นแรกในประเทศไทย ซึ่งระบบหัวฉีดนี้สามารถทำงานร่วมกับเครื่องยนต์ 4 จังหวะของฮอนด้าได้อย่างลงตัว ให้แรงต้นดี ออกตัวง่าย ในขณะที่น้ำมันถูกใช้ไปอย่างคุ้มค่าทุกหยด หลังจากนั้นก็ยังได้รับการพัฒนาให้มีความล้ำสมัยอยู่เสมอจนถึงทุกวันนี้ โดย Honda Wave 110i รุ่นที่จำหน่ายอยู่ในปัจจุบันมีอัตราประหยัดน้ำมันสูงสุดถึง 59.9 กม./ลิตร ในขณะที่ Honda Wave 125i มีอัตราประหยัดถึง 69 กม./ลิตร จากการวัดค่าตามมาตรฐานยูโร (EURO) ซึ่งใกล้เคียงกับการใช้งานจริงในชีวิตประจำวันมากที่สุด 3.ทนทาน ดูแลรักษาง่าย อีกหนึ่งเบื้องหลังที่ทำให้ Honda Wave ได้รับความนิยมคือตัวรถที่มีความทนทานในทุกส่วนตั้งแต่เครื่องยนต์…

 
Read More

Isuzu Suphan Sport

งานนี้จัดเต็ม จัดหนัก ทดสอบ All New Isuzu V-Cross ในสนาม Grand Prix Motor Park เมื่อวันเสาร์ที่ 18 เมษายน 2563 ที่ผ่านมา ท่ามกลางสถานการณ์โรคร้ายในประเทศไทย ซึ่งนับวันจะบรรเทาลง ณ สนาม Grand Prix Motor Park มีโอกาสต้อนรับทีมงาน Isuzu Suphan Sport จาก บริษัท อีซูซุอึ้งง่วนไต๋สุพรรณ จำกัด นำทีมมาโดย คุณประสิทธิ์ ดีศิลปกิจ กรรมการผู้จัดการฯ พร้อมนักแข่งออฟโรดและทางฝุ่นชื่อดัง สุวัฒน์ ลิ้มจิรภิญญา, ดิษพงศ์ มณีอินทร์, หนุ่ย-เป๋อ สุพรรณ และยูทูปเปอร์สาวสวย Anter จาก Antershop&ATS Racing รวมทั้งทีมงาน Road & Track Magazine ร่วมทดสอบสนามและรถกระบะรุ่นใหม่ล่าสุด All New Isuzu V-Cross ใน…

 
Read More

FORD แนะเตรียมรถให้พร้อม

การเตรียมรถให้พร้อมอย่างไรในสถานการณ์ฉุกเฉิน สถานการณ์แพร่ระบาดของโคโรนาไวรัส (โควิด-19) ส่งผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตประจำวันในหลายๆ ด้านหลายคนต้องทำงานที่บ้าน งดการเดินทางไปยังที่สาธารณะต่างๆ เพื่อป้องกันการแพร่กระจายเชื้อ ส่งผลให้การใช้รถยนต์น้อยลงด้วย อย่างไรก็ดี การเตรียมรถให้พร้อมใช้งานอยู่เสมอก็เป็นสิ่งจำเป็น เจ้าของรถควรหมั่นตรวจเช็กสภาพรถยนต์ และเตรียมอุปกรณ์จำเป็นติดไว้ในรถเสมอ เพื่อเตรียมพร้อมในกรณีที่เกิดเหตุฉุกเฉินหรือต้องใช้รถออกไปจับจ่ายซื้อของเพื่อใช้อุปโภคบริโภคในยามคับขัน ตรวจเช็ก เพื่อความชัวร์ เจ้าของรถสามารถตรวจสอบสภาพรถยนต์และระดับของเหลวต่างๆ ในระบบเครื่องยนต์เบื้องต้นได้ด้วยตัวเอง โดยสิ่งสำคัญที่ควรหมั่นตรวจเช็กให้อยู่ในสภาพพร้อมใช้งาน มีดังนี้ ยาง หนึ่งในชิ้นส่วนที่สำคัญที่สุดของรถยนต์ เพราะนอกจากจะสัมผัสกับพื้นถนนตลอดเวลาแล้ว ยางยังต้องรับน้ำหนักรถและน้ำหนักจากการบรรทุกอีกด้วย เจ้าของรถยนต์จึงควรหมั่นตรวจเช็กสภาพยางและความดันลมยางให้พร้อมใช้งานอยู่เสมอ ควรเปลี่ยนยางทันที หากพบว่ายางหรือดอกยางเริ่มเสื่อมสภาพ เช่นมีรอยแตกร้าวหรือบวมบริเวณหน้ายางหรือแก้มยาง หรือความลึกของดอกยางเหลือประมาณ 2.0 – 1.6 มิลลิเมตร ไฟหน้า และที่ปัดน้ำฝน อาจจะเป็นสิ่งที่หลายคนมองข้าม แต่หากคุณจำเป็นต้องใช้รถในยามกลางคืนหรือฝนตกควรหมั่นตรวจสอบว่าทั้งไฟหน้าและที่ปัดน้ำฝนรวมถึงยางใบปัดน้ำฝนอยู่ในสภาพพร้อมใช้งานอยู่เสมอ แบตเตอรี่รถยนต์ หมั่นตรวจเช็กสภาพของแบตเตอรี่ว่าไม่มีความผิดปกติ หรือมีรอยแตกร้าว รวมถึงทำความสะอาดขั้วแบตเตอรี่อย่างสม่ำเสมอ ของเหลวภายในรถ เป็นอีกสิ่งที่ควรหมั่นตรวจเช็กเป็นประจำ ทั้งในยามปกติหรือในสถานการณ์ฉุกเฉิน ไม่ว่าจะเป็นน้ำมันเครื่อง น้ำมันเกียร์ น้ำยาหล่อเย็น น้ำกลั่นแบตเตอรี่ น้ำในหม้อน้ำ ไปจนถึงน้ำฉีดกระจก เพื่อความปลอดภัยในการใช้รถ เจ้าของรถควรเช็กระดับของเหลวเหล่านี้อยู่เป็นประจำ น้ำมันเชื้อเพลิง หากเกิดเหตุฉุกเฉินแล้วน้ำมันหมด ย่อมไม่ดีแน่ เจ้าของรถจึงควรตรวจสอบให้มั่นใจว่ามีน้ำมันเพียงพออยู่เสมอ สำหรับลูกค้าครอบครัวฟอร์ดที่ต้องการให้ผู้เชี่ยวชาญดูแล ในช่วงสถานการณ์แพร่ระบาดของโควิด-19 ฟอร์ดมีหน่วยบริการเคลื่อนที่ (Mobile Service)…

 
Read More
Visit Us On FacebookVisit Us On TwitterVisit Us On YoutubeCheck Our Feed