บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป แมนูแฟคเจอริ่ง ประเทศไทย ผลิตยนตรกรรมรวมทั้งรถยนต์และมอเตอร์ไซค์ครบ 200,000 คันหลังจากเปิดไลน์การผลิตมายาวนานกว่า 21 ปี นับเป็นยอดการผลิตที่ก้าวกระโดดขึ้นมาอย่างน่าประทับใจ หลังจากที่ประสบความสำเร็จในการผลิตยนตรกรรรมครบ 100,000 คัน ในปี 2561 หรือภายในเวลาเพียงสามปีที่ผ่านมาเท่านั้น สะท้อนให้เห็นถึงความต้องการอย่างต่อเนื่องที่เพิ่มขึ้นทั้งในและนอกประเทศ นอกจากนี้ โรงงานบีเอ็มดับเบิลยูในจังหวัดระยองยังยกระดับมาตรการป้องกันการแพร่เชื้อสูงสุดทั้งสำหรับพนักงานและการดำเนินการภายในพื้นที่เพื่อความปลอดภัยสูงสุดของพนักงานและสามารถดำเนินการผลิตได้อย่างต่อเนื่อง มร.เอริค รูเก้ กรรมการผู้จัดการ บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป แมนูแฟคเจอริ่ง ประเทศไทย กล่าวว่า “แม้ในปีที่ผ่านมาจะมีความท้าทายหลายประการ แต่เราได้เรียนรู้ที่จะปรับวิธีการทำงานในช่วงเวลาที่ห่วงโซ่อุปทานได้รับผลกระทบเป็นวงกว้างเช่นนี้ ด้วยการจัดการด้านการผลิตที่มีประสิทธิภาพและมีความยืดหยุ่น พร้อมมาตรการอันรัดกุมเพื่อปกป้องพนักงานและพาร์ทเนอร์ของเรา หมุดหมายการผลิตครบ 200,000 คันนี้ คือสัญลักษณ์ของความเข้มแข็งและความมุ่งมั่นของเรา ที่จะส่งมอบยนตรกรรมที่ดีที่สุดสู่ตลาดไทยและตลาดอื่น ๆ ในภูมิภาค”
Category: Social
MAZDA CX-5 ต้นกำเนิดเทคโนโลยีสกายแอคทีฟ
รถอเนกประสงค์เอสยูวีมาสด้า CX-5 เจเนอเรชั่นแรก เผยโฉมสู่สาธารณชนครั้งแรกของโลกเมื่อเดือนพฤศจิกายน2555 ณ ประเทศญี่ปุ่น ทั่วโลกต่างตั้งข้อสงสัยว่าเหตุใดมาสด้าจึงเริ่มต้นการพัฒนาเทคโนโลยีและดีไซน์ใหม่ทั้งหมดลงไปยังรถอเนกประสงค์ ซึ่งขณะนั้นเป็นเซ็กเมนต์เล็กๆ แต่ในทางตรงกันข้ามมาสด้ากลับมองถึงโอกาสในอนาคตที่ต้องการสร้างความแตกต่าง กล้าที่ฉีกจะออกจากกฎเกณฑ์แบบเดิมๆ ที่สำคัญคือต้องเปลี่ยนพฤติกรรมของผู้บริโภคทั่วโลกให้หันมานิยมรถอเนกประสงค์มากขึ้น วันนี้สิ่งที่มาสด้าเล็งเห็นและลงมือบุกเบิกนั้นได้ส่งผลลัพธ์ต่อผู้บริโภคให้หันมานิยมรถอเนกประสงค์เอสยูวีมากขึ้นจนถึงปัจจุบันอย่างชัดเจน จากวันนั้นถึงวันนี้ การมุ่งพัฒนาครอสโอเวอร์เอสยูวีรุ่นแรกที่ถูกพัฒนาขึ้นภายใต้เทคโนโลยีสกายแอคทีฟ และการออกแบบจาก “โคโดะ ดีไซน์” Soul of Motion หรือจิตวิญญาณแห่งการเคลื่อนไหว เกิดจากการแสดงออกถึงความแข็งแกร่งมีพลังและความคล่องแคล่วปราดเปรียวของเสือซีต้าห์ที่กำลังตระคุบเหยื่อซึ่งเป็นทวงท่าที่สง่างาม นั่นคือแรงบันดาลใจของการออกแบบ รวมถึงความยอดเยี่ยมในทุกมิติจึงได้รับการตอบรับอย่างดียิ่งจากลูกค้าทั่วโลกภายในเวลาอันรวดเร็ว รวมถึงการคว้ารางวัลรถยนต์ยอดเยี่ยมจากประเทศญี่ปุ่น และรางวัลอันทรงเกียรติจากทั่วทุกมุมโลกมาครองได้มากมาย เดือนพฤศจิกายน 2556 คือการเดินทางมาถึงประเทศไทยเป็นครั้งแรกของ CX-5 เจเนอเรชั่นแรก พร้อมสร้างชื่อเสียงอย่างรวดเร็วเพียง 4 ปี มียอดขายสูงถึง 17,000 คัน Mazda CX-5 เจเนอเรชั่นแรกที่เปิดตัวในประเทศไทยถัดมาเดือนพฤศจิกายน 2560 คือการเดินทางมาของเจเนอเรชั่นที่ 2 ซึ่งแน่นอนว่าได้รับการตอบรับอย่างดีเช่นกัน กลายเป็นหนึ่งในรถอเนกประสงค์ที่ขายดีที่สุดของมาสด้า จนถึงปัจจุบันขายไปแล้วกว่า 15,000 คัน ที่สำคัญนอกจากในประเทศไทยแล้ว ลูกค้าทั่วโลกต่างให้การยอมรับสูงสุดเช่นเดียวกัน และมียอดขายสะสมมากกว่า 8 ล้านคัน Mazda CX-5 รุ่นปัจจุบันอะไรคือปัจจัยสำคัญที่ทำให้มาสด้า CX-5 ประสบความสำเร็จมากมายเช่นนี้ แน่นอนว่าเกิดจากการนำเอาความสมบูรณ์แบบของเทคโนโลยีสกายแอคทีฟแพลตฟอร์มเจเนอเรชั่นใหม่ที่มาสด้าคิดค้นขึ้น เพื่อพัฒนาสมรรถนะของรถและเครื่องยนต์ที่ให้พละกำลังแรงแต่ประหยัดน้ำมัน มาผนวกเข้ากับการทำงานร่วมกันระหว่างเครื่องยนต์ ระบบเกียร์ โครงสร้างตัวถัง และแชสซี ไว้ด้วยกัน เพื่อให้ทุกส่วนทำงานประสานสอดคล้องกันและเกิดประสิทธิภาพสูงสุด พร้อมกับการศึกษาเชิงสรีระ และธรรมชาติการเดินของมนุษย์มาประยุกต์ใช้เพื่อเพิ่มความเป็นหนึ่งเดียวกันระหว่างคนกับรถที่สมบูรณ์แบบ และมอบความสะดวกสบายให้ผู้โดยสารตลอดการเดินทาง ด้วยเทคโนโลยีสกายแอคทีฟที่สร้างชื่อให้มาสด้า CX-5 ประกอบด้วยหัวใจหลักสำคัญดังต่อไปนี้ 1.จุดเริ่มต้นของความสำเร็จ ปฏิเสธไม่ได้ว่า แม่เหล็กสำคัญที่ดึงผู้บริโภคให้เข้าหามาสด้า คือ การนำเอาเทคโนโลยีสกายแอคทีฟมาใส่ไว้ในรถยนต์ทุกรุ่นในเจเนอเรชั่นที่ 6 ควบคู่ไปกับการนำแนวคิดการออกแบบที่เรียกว่า “โคโดะ ดีไซน์” (KODO Design) มาใช้ตั้งแต่ปี 2556 จนทำให้รถยนต์ของมาสด้าได้รับเสียงตอบรับอย่างดียิ่ง ทำให้มาสด้าสร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ให้เกิดขึ้นในตลาดรถยนต์เมืองไทยและอาเซียนได้อย่างน่าสนใจต่อมามาสด้าได้นำเสนอธีมการออกแบบใหม่ล่าสุด คือ การสร้างเอกลักษณ์แบบเรียบหรูสง่างาม ELEGANCE เพื่อแสดงถึงคุณค่าแห่งสุนทรียศาสตร์สไตล์ญี่ปุ่น หรือความงดงามที่ละเอียดอ่อน หรูหรา สมบูรณ์แบบ ลดทอนองค์ประกอบที่มากเกินไปคงเหลือไว้แต่สิ่งที่สำคัญ ตามคอนเซ็ปต์ Less is more ซึ่งเป็นรากฐานทางวัฒนธรรมประเพณีของญี่ปุ่น เพื่อแสดงออกถึงความสง่าผ่าเผย มีเสน่ห์ดึงดูดใจ จนกลายเป็นภาพลักษณ์ยุคใหม่ของมาสด้า 2.เครื่องยนต์ SKYACTIV ENGINE มาสด้าเป็นค่ายแรกที่มีเครื่องยนต์ให้เลือกมากที่สุดถึง 3 เครื่องยนต์ เพิ่มทางเลือกให้ลูกค้าได้มากยิ่งขึ้นนอกจากเหนือจากกลุ่มลูกค้าที่ชื่นชอบรถสไตล์เอสยูวี ขยายไปสู่กลุ่มลูกค้าที่ต้องการรถยนต์สมรรถนะสูงและการตอบสนองได้ดั่งใจ ประกอบด้วย SKYACTIV-G 2.5T เครื่องยนต์สกายแอคทีฟเบนซิน เทอร์โบ 2.5 ให้กำลังสูงถึง 231 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 420 นิวตัน-เมตร มาพร้อมระบบเทอร์โบแบบ Dynamic Pressure ตอบสนองได้รวดเร็วและแม่นยำ อีกทั้งยังมีระบบขับเคลื่อน 4 ล้ออัตโนมัติ i-ACTIV AWD ที่ช่วยปรับระบบการขับขี่ให้เหมาะสมกับสภาพถนน นับเป็นอีกก้าวของความสำเร็จในการพัฒนาเครื่องยนต์สกายแอคทีฟ SKYACTIV-G 2.0 เครื่องยนต์สกายแอคทีฟเบนซิน 2.0 เป็นนวัตกรรมของมาสด้าที่ใช้เทคโนโลยีที่ทำให้เครื่องยนต์สันดาปภายในฉีดเชื้อเพลิงเข้าสู่ห้องเผาไหม้โดยตรง ทำให้เกิดการเผาไหม้อย่างมีประสิทธิภาพ ด้วยอัตราส่วนการอัดสูงถึง 14.0:1 ทำให้ประหยัดน้ำมันมากขึ้น ได้แรงบิดเพิ่มขึ้นจากการทำงานของระบบ Direct Injection Spark Ignitions ที่เพิ่มประสิทธิภาพของส่วนผสมระหว่างน้ำมันกับอากาศจนได้การเผาไหม้ที่สมบูรณ์ ให้พละกำลังแรงถึง 165 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 210 นิวตัน-เมตร ประหยัดน้ำมันถึง 13.9 กม./ลิตร SKYACTIV-D 2.2 เครื่องยนต์สกายแอคทีฟคลีนดีเซลขนาด 2.2 ลิตร พร้อมเทอร์โบแปรผันแบบ 2 ขั้น ให้พละกำลังถึง 190 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 450 นิวตัน-เมตร ประหยัดน้ำมันถึง 18.2 กม./ลิตร ได้รับการยกระดับเทคโนโลยี เช่น หัวฉีดแบบหลายรู ช่วยให้ฉีดน้ำมันได้อย่างแม่นยำ ลูกสูบเป็นร่องรูปไข่ที่ช่วยรักษาสภาวะการเผาไหม้ที่สมบูรณ์ ให้อัตราส่วนกำลังอัดต่ำสุดเพียง 14.4:1 มีน้ำหนักเบาและทนทานสูง ได้รับการพัฒนาให้ตัวรถมีน้ำหนักลดลงถึง 10% ปล่อยค่าไอเสียCO2 ลดลงถึง 20% และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม 3.เกียร์อัตโนมัติ SKYACTIV-DRIVE แบบ 6 สปีด ถูกออกแบบเพื่อมอบสิ่งที่ดีที่สุดด้วยการรวมข้อดีของเกียร์อัตโนมัติทุกระบบเข้าไว้ด้วยกัน ให้การตอบสนองได้อย่างแม่นยํา การเปลี่ยนเกียร์ที่ราบรื่น ให้อัตราเร่งต่อเนื่อง และประหยัดน้ำมันในทุกรอบความเร็ว ไม่ว่าจะเป็นเครื่องยนต์เบนซินหรือดีเซลแรงบิดสูง ขณะออกตัวแรงเปลี่ยนเกียร์ได้รวดเร็ว และเร่งแซงได้อย่างนุ่มนวล 4.โครงสร้างตัวถัง SKYACTIV BODY ผลิตจากเหล็กกล้าคุณภาพสูง (High Tensile Steel) น้ำหนักเบา แข็งแกร่ง และทนต่อแรงบิดมากขึ้น มีความปลอดภัยขั้นสูงสุดหากเกิดการชนปะทะ ให้การควบคุมรถที่มั่นคงช่วยลดแรงสะเทือนจากถนนและกระจายแรงปะทะที่จะเข้าสู่ห้องโดยสารในกรณีที่เกิดอุบัติเหตุ รวมถึงช่วยประหยัดน้ำมันมากยิ่งขึ้น 5.ช่วงล่างและระบบบังคับเลี้ยว SKYACTIV-CHASSIS เทคโนโลยีช่วงล่างและระบบบังคับเลี้ยวเจเนอเรชั่นใหม่ที่พัฒนาให้มีน้ำหนักลดลง แต่ให้ความแข็งแกร่งและคล่องตัว ให้การควบคุมที่ดีในทุกช่วงความเร็ว ด้วยระบบบังคับเลี้ยวเจเนอเรชั่นใหม่ด้วยพลังงานไฟฟ้าช่วยให้ควบคุมได้ดั่งใจ รองรับแรงสั่นสะเทือนได้ดียิ่งขึ้น เพิ่มสมรรถนะในการขับขี่และรักษาสเถียรภาพในการทรงตัวได้อย่างเหนือชั้น รวมถึงช่วยเพิ่มประสบการณ์การขับขี่แบบ Jinba-ittai ที่ผสานความเป็นหนึ่งเดียวระหว่างผู้ขับขี่กับรถได้ดียิ่งขึ้น 6.ระบบควบคุมสมรรถนะการขับขี่อัฉริยะขั้นสูง G-Vectoring Control Plus (GVC Plus) มาสด้า CX-5 ได้รับการติดตั้งเทคโนโลยีใหม่ล่าสุด G-Vectoring Control Plus ซึ่งเป็นหนึ่งในเทคโนโลยี SKYACTIV-VEHICLE DYNAMICS ที่พัฒนาต่อจากระบบ GVC ช่วยควบคุมสมรรถนะการขับขี่ให้แม่นยำและสมดุล โดยเฉพาะการเข้าโค้งและสถานการณ์ฉุกเฉินได้ดียิ่งขึ้น เพื่อให้ผู้ขับขี่สัมผัสถึงความรู้สึกเป็นหนึ่งเดียวกันระหว่างคนกับรถได้สมบูรณ์แบบมากยิ่งขึ้น 7.ระบบ i-ACTIVSENSE ได้รับการพัฒนาให้มีความปลอดภัยระดับโลก ความปลอดภัยเชิงป้องกัน Mazda Proactive Safety เป็นวิธีการอันเข้มข้นในการเพิ่มสภาวะที่ผู้ขับขี่สามารถขับรถได้อย่างปลอดภัยให้ได้มากที่สุดและมั่นใจยิ่งขึ้น มีจุดมุ่งหมายเพื่อให้เกิดความสุขในการขับขี่ที่แท้จริงสำหรับลูกค้าทุกคน ฟังก์ชั่นและคุณลักษณะความปลอดภัยก่อนเกิดเหตุที่เพิ่มขึ้นใหม่ ทำให้เทคโนโลยีความปลอดภัยขั้นสูงของมาสด้าช่วยให้ผู้ขับขี่สามารถระบุความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นก่อน และลดโอกาสที่จะเกิดความเสียหายหรือการบาดเจ็บ รวมถึงการเริ่มนำเอาเทคโนโลยีใหม่ๆ เข้ามาใช้เพื่อสนับสนุนการรับรู้และการขับขี่ที่ปลอดภัยยิ่งขึ้น 8.KODO design ความสวยงามอันละเอียดอ่อนที่แสดงถึงความแข็งแกร่งอันประณีต การพัฒนา CX-5 มุ่งเป้าไปที่การกระตุ้นอารมณ์และความมีชีวิตชีวาอันทรงพลังภายใต้แนวคิด “Kodo design” Soul of Motion หรือจิตวิญญาณแห่งการเคลื่อนไหว มาต่อยอดไปสู่ระดับที่สูงขึ้นด้วยการสร้างความรู้สึกถึงความงามอย่างสดชื่นที่ดึงดูดความรู้สึกอ่อนไหว ด้วยความมุ่งมั่นในการออกแบบที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะที่บรรจงสรรสร้างขึ้น ทีมออกแบบมุ่งเน้นไปที่สุนทรียศาสตร์แบบญี่ปุ่นเริ่มต้นด้วยรูปแบบที่เรียบง่ายปราศจากชิ้นส่วนที่ไม่จำเป็นเฉกเช่นเดียวกับที่ใช้ในงานหัตถกรรมสไตล์ญี่ปุ่น โดยนำแนวคิด “ความแข็งแกร่งอันประณีต” มาใช้เป็นแกนหลัก ได้แก่ “รูปทรงที่ใหญ่โต” “รูปแบบที่สง่างาม” และ “ความลงตัวและงานตกแต่งที่ใส่ใจในทุกรายละเอียด” เป็นแกนหลักในการออกแบบภายนอกและภายใน 9.เอกสิทธิ์เฉพาะมาสด้ากับสีแดง Soul Red Crystal มาสด้าได้สร้างสีสันของตัวถังให้สดใสและความลึกที่บริสุทธิ์ เพื่อสร้างความประทับใจเสมือนหนึ่งว่าได้ชาร์จพลังงานมาอย่างเต็มที่ด้วยสี Soul Red Crystal ด้วยความเชื่อที่ว่าสีคือองค์ประกอบสำคัญของการออกแบบ มาสด้าได้พัฒนาคุณลักษณะนี้อีกครั้งเพื่อให้เห็นถึงความสวยงามและคุณภาพของรูปทรงของตัวถังตาม Kodo design ด้วยการเพิ่มระดับความสว่างและเพิ่มความลึกของสีให้ดูมีมิติมากขึ้น ใช้การเคลือบสีสามชั้น ได้แก่ชั้นสะท้อนแสง ชั้นโปร่งแสง และเคลือบใสด้านบน เป็นความก้าวหน้าครั้งสำคัญของเทคโนโลยีการพ่นสี TAKUMINURI เพื่อให้ได้สีแดงที่สดใสขึ้น ชั้นโปร่งแสงใช้เม็ดสีที่มีความเข้มสูง พัฒนาขึ้นโดยพิจารณาถึงลักษณะทางกายภาพของแสงชั้นสะท้อนแสงเป็นทินเนอร์และใช้เกล็ดอลูมิเนียมขนาดเล็กที่มีความสว่างสูง ตลอดจนเกล็ดที่ดูดซับแสงบนพื้นผิวของตัวถัง ผลลัพธ์ที่ได้คือการสะท้อนที่ก่อให้เกิดไฮไลท์ของแสงและเงาที่สดใสดูมีมิติ นอกจากคุณภาพที่อัดแน่นจากเทคโนโลยีสกายแอคทีฟแล้ว ยังมีองค์ประกอบอื่นที่สนับสนุนให้ CX-5 ประสบความสำเร็จ ไม่ว่าจะเป็นการออกแบบที่เรียบง่ายแต่งดงาม เทคโนโลยีความปลอดภัยระดับโลก สมรรถนะการขับขี่ที่ทั้งแรงและประหยัดน้ำมัน อุปกรณ์อำนวยความสะดวกสบายครบครัน เทคโนโลยีการติดต่อสื่อสาร Mazda Connect ที่ช่วยให้ไม่พลาดทุกการสื่อสาร จึงทำให้ CX-5 สามารถครองใจลูกค้าจากทั่วทุกมุมทั่วโลกมาจนถึงทุกวันนี้ ตลอดจนการคว้ารางวัลการันตีความสำเร็จมาแล้วมากมายจากเวทีระดับนานาชาติรวมถึงในประเทศไทยด้วยเช่นกัน
เกรท วอลล์ มอเตอร์ ขึ้นแท่นยอดขายอันดับ 1
เกรท วอลล์ มอเตอร์ ขึ้นครองแชมป์อันดับ 1 ของเซคเมนท์รถยนต์คอมแพคเอสยูวี ด้วยยอดขายและส่งมอบ All New HAVAL H6 Hybrid SUV กว่า 408 คัน ในเดือนสิงหาคม พ.ศ.2564 คิดเป็นส่วนแบ่งทางการตลาด 34.3 เปอร์เซ็นต์พร้อมเดินหน้าส่งมอบประสบการณ์อัจฉริยะเหนือระดับและบริการหลังการขายเต็มรูปแบบให้กับผู้บริโภคชาวไทย ในขณะเดียวกัน ยอดขายโดยรวมของ เกรท วอลล์ มอเตอร์ ในตลาดโลกในเดือนสิงหาคมและตลอดทั้งปีนี้ก็เติบโตอย่างต่อเนื่องเช่นกัน หลังจากที่ All New HAVAL H6 Hybrid SUV ได้สร้างปรากฎการณ์ใหม่ให้กับวงการรถยนต์ไทย ด้วยการทำยอดขายสูงติดอันดับ TOP3 ในตลาดรถยนต์คอมแพคเอสยูวีในเดือนกรกฏาคมที่ผ่านมา ซึ่งเป็นเดือนแรกของการส่งมอบรถภายหลังจากการเปิดตัวและประกาศราคาอย่างเป็นทางการในปลายเดือนมิถุนายน แม้จะต้องเผชิญกับสถานการณ์อันยากลำบากท่ามกลางการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 เกรท วอลล์ มอเตอร์ ยังคงสร้างผลงานได้ดีอย่างต่อเนื่องในเดือนสิงหาคมนี้ ด้วยยอดขายรวมกว่า 408 คัน ก้าวขึ้นเป็นแบรนด์รถยนต์ที่มียอดขายสูงสุดของเซคเมนท์คอมแพคเอสยูวีของประเทศไทย คุณณรงค์ สีตลายน กรรมการผู้จัดการ เกรท วอลล์ มอเตอร์ (ประเทศไทย) เผยว่า “ความสำเร็จจากยอดขายของเราในเดือนสิงหาคมนี้ นับเป็นความภาคภูมิใจและเป็นอีกก้าวที่ยิ่งใหญ่สำหรับ เกรท วอลล์ มอเตอร์ เราขอขอบคุณผู้บริโภคชาวไทยที่ให้การสนับสนุน เกรท วอลล์ มอเตอร์ อย่างดีเยี่ยม จนในวันนี้เราสามารถขึ้นเป็น แบรนด์รถยนต์ที่มียอดขายเป็นอันดับ 1 ในเซกเมนต์รถยนต์คอมแพคเอสยูวีของประเทศไทยได้สำเร็จภายในระยะเวลาเพียง 2 เดือน แม้เราจะเพิ่งเข้ามาเริ่มธุรกิจในประเทศไทยได้ไม่นาน แต่ทีมงานและพาร์ทเนอร์ของเราทุกคนต่างทุ่มเททั้งแรงกาย แรงใจกันอย่างเต็มที่เพื่อสร้างความสำเร็จในครั้งนี้ไปด้วยกัน ความสำเร็จตรงนี้ส่วนหนึ่งมาจากการเปิดใจยอมรับในแบรนด์ใหม่ของผู้บริโภคชาวไทย ความเชื่อมั่นในความเป็นผู้นำด้านรถยนต์พลังงานใหม่ (xEV) ของเกรท วอลล์ มอเตอร์ รวมถึงการเปิดใจกับการดำเนินธุรกิจแบบใหม่ที่ทางเกรท วอลล์ มอเตอร์ ได้ออกแบบมา เพื่อสร้างประสบการณ์ใหม่ในการเป็นเจ้าของรถผ่านประสบการณ์ออนไลน์สู่ออฟไลน์ O2O (Online-To-Offline) เราขอขอบคุณทุกความเชื่อมั่นและความไว้วางใจที่ผู้บริโภคและแฟนๆ ชาวไทยมีให้กับ เกรท วอลล์ มอเตอร์ เป็นอย่างดีเสมอมาอีกครั้ง และขอให้คำมั่นสัญญาว่า เราจะเดินหน้าพัฒนามาตรฐานของผลิตภัณฑ์ รวมไปถึงยกระดับประสบการณ์ของลูกค้าทั้งด้านการขายและบริการหลังการขายผ่านรูปแบบการดำเนินธุรกิจแบบใหม่ เพื่อให้ ตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคชาวไทยให้ได้อย่างดีที่สุด” สำหรับยอดขายของ All New HAVAL H6 Hybrid SUV กว่า 408 คัน ในเดือนสิงหาคมนี้ เพิ่มขึ้น 27.5 เปอร์เซ็นต์เมื่อเทียบจากยอดขายในเดือนกรกฎาคมที่ 320 คัน ส่งผลให้ในเดือนสิงหาคมนี้ เกรท วอลล์ มอเตอร์ สามารถครองส่วนแบ่งทางการตลาดสูงถึง 34.3 เปอร์เซ็นต์ จากยอดขายรวมของรถยนต์คอมแพคเอสยูวีทั้งหมดในเดือนสิงหาคมจำนวน1,190 คัน ก้าวขึ้นสู่การเป็นรถยนต์ที่มียอดขายเป็นอันดับ 1 ของเซคเมนท์ ครองส่วนแบ่งการตลาดเพิ่มขึ้น 7.8 เปอร์เซ็นต์เมื่อเทียบกับส่วนแบ่งการตลาดในเดือนกรกฎาคมที่ 26.5 เปอร์เซ็นต์ ทั้งนี้เมื่อรวมกับยอดขาย 320 คัน ในเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา เกรท วอลล์ มอเตอร์ ได้ส่งมอบรถยนต์ All New HAVAL H6 Hybrid SUV ให้แก่ผู้บริโภคชาวไทยไปแล้วกว่า728 คัน ภายในระยะเวลา 2 เดือน การก้าวขึ้นเป็นอันดับ 1 ภายในระยะเวลาเพียง 2 เดือน นับเป็นการตอกย้ำความมุ่งมั่นของ เกรท วอลล์ มอเตอร์ ในการก้าวขึ้นเป็นผู้นำด้านรถยนต์พลังงานไฟฟ้า (xEV Leader) รวมไปถึงเป้าหมายในการเป็นแบรนด์รถยนต์ในใจ คนไทยภายในระยะเวลา 3 ปี ซึ่ง เกรท วอลล์ มอเตอร์ จะยังคงเดินหน้าสานต่อกลยุทธ์การดำเนินธุรกิจภายใต้แบรนด์คอนเซ็ปต์ “New Energy” “New Intelligence” และ “New Experience” เพื่อส่งมอบผลิตภัณฑ์และการบริการแบบ Online-to-Offline (O2O) รูปแบบใหม่อย่างครบวงจร ให้กับผู้บริโภคชาวไทย ทั้งการให้บริการออฟไลน์ผ่าน GWM Store และPartner Store ทั่วประเทศ และการให้บริการออนไลน์ผ่าน GWM Application นอกจากนี้ เกรท วอลล์ มอเตอร์ ยังคำนึงถึงความสะดวกและผลประโยชน์ที่ลูกค้าจะได้รับอยู่เสมอ ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญในการดำเนินธุรกิจ บริษัทจึงได้มีการปรับนโยบายและวิธีการดำเนินการต่างๆ ให้เหมาะสมตามสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลาได้อย่างรวดเร็วเพื่ออำนวยความสะดวกสูงสุดให้กับลูกค้า ไม่ว่าจะเป็นการขยายระยะเวลาของแคมเปญทางการตลาด รวมไปถึงการให้บริการถึงหน้าบ้านของลูกค้า หรือ Door-to-Door Service ในรูปแบบต่างๆ และล่าสุด เกรท วอลล์ มอเตอร์ ได้นำเสนอโปรโมชั่นพิเศษแทนคำขอบคุณให้กับผู้ที่จองรถยนต์ All New HAVAL H6 Hybrid SUV รุ่น PRO ด้วยสิทธิพิเศษในการผ่อนนานกว่า 84 เดือน เริ่มต้นเพียง 13,004 บาทต่อเดือน เมื่อจองและรับรถภายในวันที่ 30 กันยายนนี้
Race to Zero
นิสสันประกาศเข้าร่วมแคมเปญ Race to Zero ที่ได้รับการสนับสนุนจากองค์การสหประชาชาติ เพื่อเร่งสู่เป้าหมายการขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้าอย่างเต็มรูปแบบ และลดคาร์บอนเป็นศูนย์ (carbon neutrality) ซึ่งนิสสันเป็นผู้ผลิตรถยนต์สัญชาติญี่ปุ่นรายแรกที่เข้าร่วมแคมเปญนี้ นอกจากนี้ นิสสันยังได้ลงนามในปฏิญญาความร่วมมือในโครงการ “Business Ambition for 1.5°C” ซึ่งสอดคล้องกับเป้าหมายของนิสสัน ที่จะช่วยควบคุมอุณหภูมิทั่วโลกไม่ให้สูงเกิน 1.5 องศาเซลเซียสจากอุณหภูมิก่อนยุคอุตสาหกรรม(pre-industrial levels) นิสสันเข้าร่วมโครงการกำหนดเป้าหมายโดยอิงหลักวิทยาศาสตร์นี้ (Science Based Targets initiative: SBTi) ตามเกณฑ์ที่กำหนดให้ลดการปล่อยคาร์บอนให้ต่ำกว่า 2 องศาเซลเซียส โดย SBTi ทำการตรวจสอบนิสสันเพื่อรับรองว่าได้ลดการปล่อยคาร์บอนตามหลักภูมิอากาศวิทยา มร.มาโกโตะ อูชิดะ ประธานและประธานเจ้าหน้าที่บริหารของนิสสัน (Makoto Uchida, Nissan President and CEO)กล่าวว่า “เรากำลังสานต่อเจตนารมณ์ของนิสสันผ่านความร่วมมือกับบริษัทต่าง ๆ ที่มีแนวคิดเดียวกัน ตลอดจนประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก เพื่อแก้ไขปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และสร้างความตระหนักรู้ถึงสังคมแห่งความยั่งยืน ด้วยการเข้าร่วมกับ SBTi และเป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุนและผลักดันแคมเปญ เพื่อเร่งให้สังคมโลกเข้าสู่การลดการปล่อยคาร์บอนให้เป็นศูนย์ นิสสันดำเนินการทุกอย่างด้วยความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม ตลอดจนร่วมส่งเสริมการขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้า นอกจากนี้ เรายังยืนหยัดทำหน้าที่องค์กรที่อยู่เคียงข้างผู้เกี่ยวข้องทุกภาคส่วนอย่างเต็มที่เสมอมา” ในปี 2553 นิสสันได้เปิดตัว นิสสัน ลีฟ (LEAF) รถยนต์ไฟฟ้าออกสู่ตลาดเป็นรายแรกของโลก ท่ามกลางกระแสของรถยนต์พลังงานไฟฟ้า และเทคโนโลยีขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้าที่กำลังได้รับความนิยมไปทั่วโลก นิสสันสร้างสรรค์นวัตกรรม และความตื่นเต้นเร้าใจให้กับการขับขี่ที่ไร้มลพิษ ต้นปีที่ผ่านมา นิสสันให้คำมั่นว่าจะบรรลุสู่เป้าหมายลดคาร์บอนเป็นศูนย์ ผ่านการดำเนินงานและวงจรชีวิตผลิตภัณฑ์ของบริษัทให้ได้ภายในปี 2593 นิสสันขับเคลื่อนเป้าหมายนี้ผ่านโครงการต่าง ๆ เช่น โครงการ Nissan EV36Zero ซึ่งเป็นโครงสร้างการผลิตรูปแบบใหม่ที่รวมการผลิตรถยนต์ไฟฟ้า การผลิตแบตเตอรี่ ไปจนถึงการผลิตพลังงานหมุนเวียน เข้าไว้ด้วยกัน หัวใจสำคัญของแผนลดคาร์บอนเป็นศูนย์ของนิสสัน ได้แก่ การนำเสนอรถยนต์และเทคโนโลยีที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้า ซึ่งเริ่มตั้งแต่ปี 2553 จนถึงปัจจุบันที่มีการขยายไปจนถึงเทคโนโลยีอี-พาวเวอร์ เอกสิทธิ์เฉพาะจากนิสสันและนิสสัน อริยะ รถยนต์ไฟฟ้า 100% ครอสโอเวอร์ ทั้งนี้นิสสันวางแผนให้รถยนต์รุ่นใหม่ ที่จะออกสู่ตลาดสำคัญ อย่างญี่ปุ่น จีน สหรัฐอเมริกา และยุโรป ภายในต้นทศวรรษ 2030 ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้า 100% ทั้งหมด Race to Zero เป็นแคมเปญระดับโลกที่รวบรวมเชิญชวนผู้นำและการสนับสนุนจากภาคธุรกิจ เมือง ภูมิภาค นักลงทุนต่าง ๆ เพื่อช่วยให้โลกกลับฟื้นคืนสภาพ มีสภาวะแวดล้อมที่ดี ปราศจากมลพิษ และยังปกป้องภัยคุกคามในอนาคตสร้างงานที่ดี และปลดล็อคสู่การเจริญเติบโตที่ยั่งยืนและครอบคลุม แคมเปญ Race to Zero ผนึกกำลังจากความร่วมมือของโครงการชั้นนำต่าง ๆ ที่รณรงค์ลดคาร์บอนเป็นศูนย์ ซึ่งมาจาก 733 เมือง 31 ภูมิภาค 3,067 ธุรกิจ นักลงทุนรายใหญ่ที่สุด 173 ราย และ 622 สถาบันอุดมศึกษา ผู้มีบทบาททาง ‘เศรษฐกิจที่แท้จริง‘ เหล่านี้เข้าร่วมกับ 120 ประเทศเป็นกลุ่มพันธมิตรที่ใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีมา มุ่งมั่นเพื่อบรรลุการลดคาร์บอนเป็นศูนย์ ภายในปี 2593 เป็นอย่างช้า ในภาพรวม ผู้มีบทบาทสำคัญเหล่านี้ปัจจุบันปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์รวมกันเกือบร้อยละ 25 ทั่วโลก และมีค่าผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (Gross Domestic Product: GDP) สูงกว่าร้อยละ 50
‘มิชลิน’ เปิดตัวนิทรรศการยางรถจักรยานยนต์ในรูปแบบเสมือนจริง
มิชลินหลังประสบความสำเร็จอย่างสูงกับการเปิดตัวครั้งแรกเมื่อต้นปีที่ผ่านมา ล่าสุดมิชลินตัดสินใจเปิดนิทรรศการยางรถจักรยานยนต์ในรูปแบบเสมือนจริงบนเครือข่ายออนไลน์ MICHELIN MOTORCYCLE TYRE VIRTUAL EXHIBITION ขึ้นอีกครั้งเป็นรอบที่สองภายใต้สโลแกน The Journey Continues ให้ผู้เข้าชมจากทั่วโลกได้สัมผัสอีกระดับของความตื่นตาตื่นใจด้วยระบบอินเตอร์เฟซที่มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น พื้นที่จัดแสดงเนื้อหาใหม่เพิ่มเติมที่เน้นการส่งเสริมปฏิสัมพันธ์กับผู้ใช้งาน และนวัตกรรมยางรถจักรยานยนต์ล่าสุดจากมิชลิน โดยนิทรรศการรอบนี้เปิดให้เข้าชมแล้วทุกวันตลอด 24 ชั่วโมง ตั้งแต่บัดนี้ต่อเนื่องไปจนถึงสิ้นปี นิทรรศการเสมือนจริงรอบสองนี้ได้เพิ่มเติมองค์ประกอบใหม่ ๆ หลายประการ อาทิ พื้นที่จัดแสดงเนื้อหาเกี่ยวกับคู่มือ‘มิชลิน ไกด์’ โดยมุ่งตอกย้ำ “ความเป็นผู้บุกเบิก” ของมิชลินที่อยู่นอกเหนือขอบเขตธุรกิจยางรถยนต์, เรื่องราวประวัติความเป็นมาของมิชลินในการเข้าร่วมการแข่งขัน ‘โมโตอี เวิลด์ คัพ’ ซึ่งจัดโดยสหพันธ์จักรยานยนต์นานาชาติ (FIM MotoE World Cup) ที่สะท้อนให้เห็นถึงความหลงใหลในกีฬามอเตอร์สปอร์ตของมิชลินอันส่งผลให้เกิดการพัฒนาโซลูชั่นยางใหม่ ๆภายใต้วิสัยทัศน์ “ความยั่งยืนทุกด้าน” (All Sustainable) ควบคู่ไปกับความมุ่งมั่นส่งเสริมการสัญจรให้มีสมรรถนะสูงปลอดภัย และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากยิ่งขึ้นเพื่อทุกคน รวมทั้งพื้นที่แนะนำยางรถจักรยานยนต์รุ่นใหม่ที่มาพร้อมนวัตกรรมความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีล่าสุดจากมิชลิน ได้แก่ ‘มิชลิน อนาคี สตรีท’ (MICHELIN Anakee Street) และ ‘มิชลิน โรด คลาสสิก’ (MICHELIN Road Classic) MotoGP™ & Motorcycle Racing Strategy ที่แสดงความสัมพันธ์อันยาวนานระหว่างมิชลินและรายการแข่งรถจักรยานยนต์ ‘โมโตจีพี’, ข้อมูลยางรถจักรยานยนต์และนักบิดในการแข่งขัน ‘โมโตจีพี’ ประจำปี 2564, คลิปวิดีโอเกี่ยวกับการแข่งขันและนักบิด ‘โมโตจีพี’ รวมทั้งเนื้อหาใหม่เกี่ยวกับความเป็นมาของมิชลินในการเข้าร่วมการแข่งขัน ‘โมโตอี เวิลด์คัพ’ ซึ่งจัดโดยสหพันธ์จักรยานยนต์นานาชาติ (FIM MotoE World Cup) และ Partnership with Original Equipment Manufacturers จัดแสดงเนื้อหาสะท้อนพลังการร่วมพันธมิตรของมิชลินกับผู้ผลิตรถจักรยานยนต์ชั้นนำระดับโลก พร้อมทั้งแสดงรถจักรยานยนต์หลากรุ่นที่ใช้ยางมิชลินเป็นยางมาตรฐานติดรถ เนื้อหาทั้งหมดนำเสนอเป็นภาษาต่างๆ รวม 6 ภาษา ได้แก่ อังกฤษ, ไทย, บาฮาซา อินโดนีเซีย, ญี่ปุ่น, เกาหลี และเวียดนาม ผู้สนใจสามารถคลิกเข้าชมนิทรรศการยางรถจักรยานยนต์ในรูปแบบเสมือนจริง MICHELIN MOTORCYCLE TYRE VIRTUAL EXHIBITION รอบสองนี้ ได้ที่: motorcycletyreexhibithall.michelin.asia
ฟอร์ดฟื้นฟูชีวิต
ฟอร์ด ประเทศไทย ร่วมมือกับสมาคมพัฒนาประชากรและชุมชน (Population and Community Development Association หรือ PDA) สานต่อโครงการฝึกอบรมอาชีพสร้างอาชีพสู้โควิด-19 แบบเร่งด่วนในโครงการ ฟอร์ดฟื้นฟูชีวิต(Regenerating Life) เพื่อเสริมสร้างองค์ความรู้ในอาชีพเกษตรควบคู่ไปกับการเสริมทักษะทักษาด้านดิจิทัล เพื่อนำเทคโนโลยีไปประยุกต์ใช้เพื่อการขายสินค้าในโลกออนไลน์ ให้แก่ครัวเรือนที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 จำนวน 250 ครัวเรือนใน 11 จังหวัด ทั่วประเทศ คุณกมลชนก ประเสริฐสม ผู้อำนวยการฝ่ายสื่อสารองค์กร ฟอร์ด ประเทศไทยและตลาดอาเซียน กล่าวว่า “ฟอร์ดตระหนักถึงผลกระทบที่เกิดกับชุมชนในช่วงสถานการณ์โควิด-19 เราจึงได้ร่วมมือกับสมาคมพัฒนาประชากรและชุมชนจัดทำโครงการ ‘ฟอร์ดฟื้นฟูชีวิต’ ขึ้นเป็นปีที่ 2 เพราะเราเล็งเห็นว่าการมอบองค์ความรู้ให้แก่ชุมชนจะนำไปสู่การพัฒนาคุณภาพชีวิตในระยะยาวให้แก่ครัวเรือนที่ได้รับผลกระทบทางเศรษฐกิจและสูญเสียรายได้ในช่วงโควิด-19 ได้ โดยจะเน้นหลักสูตรที่เรียนรู้ง่ายเพื่อให้ผู้เข้าร่วมอบรมนำความรู้ที่ได้มาสร้างโอกาสในการหารายได้ให้กับครอบครัวได้ทันที โดยมีทีมงานและวิทยากรผู้เชี่ยวชาญในสาขาต่างๆ ในชุมชนมาร่วมถ่ายทอดความรู้จากประสบการณ์จริง” ในการฝึกอบรมกลุ่มแรกที่ศูนย์มีชัย จังหวัดขอนแก่น ผู้เข้าอบรมอาชีพเกษตรแบบเร่งด่วนได้เรียนรู้และพัฒนาทักษะดิจิทัลผ่านการฝึกอบรมในเรื่องของการใช้เทคโนโลยีเพื่อการขายสินค้าออนไลน์ ซึ่งจะนำไปประยุกต์ใช้ได้จริง โดยมีวิทยากรซึ่งเป็นเจ้าของเพจเฟซบุ๊ก ‘บ้านสวนเบญจมงคลมินิฟาร์ม’ มาร่วมถ่ายทอดความรู้ และประสบการณ์จากการทำเกษตรพอเพียงและการทำธุรกิจในช่องทางออนไลน์ นอกจากนี้ ผู้เข้าอบรมอาชีพเกษตรยังได้รับการฝึกอบรมผ่านการปฏิบัติจริงใน 4 ฐานการเรียนรู้ ประกอบด้วย การเตรียมดินและการเพาะปลูกผักและพันธุ์กล้าไม้ การเพาะเห็ดและการดูแลรักษา การเพาะถั่วงอก รวมถึงการเพาะทานตะวันงอก เมื่อจบการฝึกอบรม ผู้ที่เข้าร่วมจะได้รับอุปกรณ์และเครื่องมือในการประกอบอาชีพเบื้องต้น ได้แก่ ชุดเพาะเห็ดนางฟ้า ชุดเพาะถั่วงอกและชุดเพาะทานตะวันงอก กล้าพืชผักสวนครัว และชุดป้องกันโควิด-19 เพื่อนำไปใช้จุนเจือการบริโภคในครัวเรือนหรือสร้างรายได้ด้วยตัวเองได้ทันที ฟอร์ดมุ่งมั่นที่จะดำเนินกิจกรรมเพื่อสังคมเพื่อช่วยพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้คนทั่วประเทศไทยในหลากหลายมิติโดยในช่วงสถานการณ์แพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ฟอร์ด ประเทศไทย ได้เข้าไปมีส่วนร่วมในการช่วยเหลือสังคมในหลากหลายกิจกรรม สำหรับโครงการ ‘ฟอร์ดฟื้นฟูชีวิต’ ฟอร์ด ประเทศไทย ได้สนับสนุนงบประมาณราว 930,000 บาทในการจัดอบรมเพื่อมอบองค์ความรู้ในด้านการสร้างอาชีพเกษตรแบบเร่งด่วน เพื่อช่วยให้ครัวเรือนที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ได้มีช่องทางในการหารายได้ ซึ่งมีเป้าหมายฝึกอบรมให้ชาวบ้านกว่า 250 ครอบครัว ภายในปีนี้
BMW R18 Custom & R5
บีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด ประเทศไทย ชวน Smiths Vintage Club สำนักมอเตอร์ไซค์คัสตอมอันดับต้นๆ ของเมืองไทย มาร่วมกันจุดประกายให้กับวงการนักแต่งรถสไตล์วินเทจ ด้วยการเปิดตัวโปรเจกต์สุดพิเศษ บีเอ็มดับเบิลยู R18Custom ต่อยอดจากรถครูซเซอร์รุ่นดั้งเดิมที่เปี่ยมด้วยเอกลักษณ์ของบีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราดในทุกอณู บีเอ็มดับเบิลยู R18 เป็นมอเตอร์ไซค์ครูซเซอร์ดีไซน์คลาสสิกที่นำเอาดีเอ็นเอจากรถต้นแบบอย่าง บีเอ็มดับเบิลยูConcept R5 ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจมาจากบีเอ็มดับเบิลยู R5 รุ่นเดิมจากเมื่อกว่า 80 ปีที่แล้ว กลับมาชุบชีวิตใหม่อีกครั้งด้วยเครื่องยนต์รุ่นใหม่ที่มีขนาดใหญ่ เจาะตลาดกลุ่มผู้ชื่นชอบรถทรงคลาสสิก สำหรับการออกแบบตัวรถ ไม่ได้มีเพียงรูปทรงที่ดูย้อนยุคเท่านั้น แต่ยังยกมาทั้งดีไซน์ของท่อไอเสีย บังโคลนแบบคลาสสิค รวมถึงระบบต่างๆ เช่นเพลาขับเคลื่อน ซึ่งย้อนกลับไปใช้องค์ประกอบและรูปแบบในแนวเดียวกันรุ่นดั้งเดิม ในลุคใหม่ที่คุมโทนสีดำ ตัดกับความเงาของโครเมี่ยมได้อย่างลงตัว ในเมื่อบีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด ได้เชื่อมั่นในพลังของเครื่องยนต์บ็อกเซอร์มาตั้งแต่ปี 1923 เราจึงนำเครื่องยนต์บ็อกเซอร์สองสูบที่ทรงพลังที่สุดของเราด้วยขนาด 1,802 cc มาเป็นหัวใจของบีเอ็มดับเบิลยู R18 มอบพละกำลัง 91 แรงม้าและแรงบิดสูงสุดถึง 158 นิวตันเมตรที่ 3,000 รอบต่อนาที ทั้งยังผสมผสานเทคโนโลยีสมัยใหม่เข้ามาผสานกับกลิ่นอายของการขับขี่มอเตอร์ไซค์แบบคลาสสิกได้อย่างลงตัว สำหรับบีเอ็มดับเบิลยู R18 Custom คันพิเศษนี้ จะถูกปรับแต่งโดย Smiths Vintage Club ไลฟ์สไตล์แบรนด์ระดับแถวหน้าที่เป็นที่รู้จักในกลุ่มผู้ชื่นชอบความวินเทจและคนรักมอเตอร์ไซค์คลาสสิก ด้วยตัวตนที่เป็นเอกลักษณ์ของผู้ก่อตั้งอย่าง “สัน–สรวิสิษฎ์ บรรจงลักษมี” ที่กลายเป็นจุดเริ่มต้นของคอมมิวนิตี้ยอดฮิตสำหรับวินเทจไบค์เกอร์ในมหานครแห่งนี้ ชื่อของ Smiths Vintage Club มีที่มาจากวงร็อคอังกฤษ “The Smiths” ที่โด่งดังในช่วงทศวรรษ 1980s และเป็นวงโปรดของคุณสัน นอกจากความรักในเพลงร็อคแล้ว แน่นอนว่าคุณสันเป็นผู้ที่ชื่นชอบมอเตอร์ไซค์เป็นอย่างมาก และยังเป็นเจ้าของรถคัสตอมหลากหลายรุ่น ซึ่งทำให้การเลือกรถเข้ามาแต่งแต่ละคันนั้น ไม่ใช่เรื่องง่ายเลยด้วยความคลาสสิกและหายากของแต่ละรุ่น ไม่ว่าจะเป็นบีเอ็มดับเบิลยู R100, R51, หรือ R90S และนอกเหนือจากการแต่งรถแล้ว มอเตอร์ไซค์บางคันของคุณสันยังถูกนำไปปรับปรุงเครื่องยนต์เพื่อเป็นรถแข่งเต็มตัว ก่อนจะส่งไปลงสนามภายใต้สังกัดทีม Smiths Vintage Club และถึงกับเคยคว้าแชมป์ด้วยการเอาชนะมอเตอร์ไซค์รุ่นปัจจุบันมาแล้ว เมื่อถามถึงรถแต่งคันโปรดของคุณสัน หนึ่งในไฮไลท์จากคอลเลกชันของเขาก็คือ บีเอ็มดับเบิลยู R68 ปี 1954 ซึ่งถือเป็นหนึ่งในรุ่นระดับตำนานที่มีจำนวนการผลิตน้อยมาก เพียงราว 1,800 คันเท่านั้น โดยคุณสันได้นำรถหายากคันนี้มาแต่งใหม่ ยกเอาท่อไอเสียขึ้นไปอยู่ด้านบนให้เหมือนกับเป็นรถแข่ง ส่วนอีกหนึ่งคันโปรดอย่าง บีเอ็มดับเบิลยู R100 RS ปี1980 ซึ่งเป็นรุ่นที่นิยมไม่น้อยในวงการนักแต่งคัสตอมไบค์ และทางคุณสันเองก็ได้นำมาแต่งแบบทำใหม่หมดในทุกรายละเอียดเช่นกัน ไม่เว้นแม้แต่ยางรถ โปรเจกต์ บีเอ็มดับเบิลยู R18 Custom นี้ ปัจจุบันอยู่ในขั้นตอนของการสเก็ตช์ภาพเพื่อให้งานออกแบบสามารถดึงตัวตนของความเป็น Smiths Vintage Club ออกมาได้มากที่สุด และต่อยอดจากความคลาสสิกของตัวรถเองอย่างสมบูรณ์แบบ ก่อนที่จะเริ่มลงมือสร้างผลงานจริงต่อไป มาติดตามดูกันว่าผลงานการสรรสร้าง BMW R18 Custom จาก Smiths Vintage Club จะออกมาเป็นอย่างไร โดยสามารถอัปเดทความเคลื่อนไหวของโปรเจกต์นี้ได้เร็วๆนี้ ที่ Facebook BMW Motorrad Thailand
ฟอร์ดเอาใจลูกค้าสายแต่งรถ
ฟอร์ด ประเทศไทย เปิดตัวแคมเปญรับประกันคุณภาพอุปกรณ์ตกแต่งแท้ฟอร์ดนานสูงสุดถึง 3 ปี หรือ 100,000 กิโลเมตร เพื่อเสริมความมั่นใจในคุณภาพและความคุ้มค่าจากการติดตั้งอุปกรณ์ตกแต่งแท้โดยช่างผู้ชำนาญจากศูนย์บริการฟอร์ด สำหรับลูกค้า ฟอร์ด เรนเจอร์ ฟอร์ด เรนเจอร์ แร็พเตอร์ และฟอร์ด เอเวอเรสต์ ทั้งลูกค้าใหม่และลูกค้าปัจจุบันพิเศษ ลูกค้าที่ซื้อรถยนต์ใหม่สามารถนำยอดซื้ออุปกรณ์ตกแต่งแท้ฟอร์ดรวมจัดสินเชื่อกับรถใหม่ และลูกค้าปัจจุบันสามารถผ่อนชำระ 0% ได้นานสูงสุด 10 เดือน เมื่อซื้ออุปกรณ์ตกแต่งแท้ฟอร์ดตั้งแต่ 5,000 บาทขึ้นไป ข้อเสนอการผ่อนสุดพิเศษเริ่มแล้วตั้งแต่วันที่ 15 กันยายน 2564 จนถึง 31 ธันวาคม 2564 คุณสันติ จิตพิชิตชัย ผู้อำนวยการฝ่ายบริการลูกค้า ฟอร์ด ประเทศไทย กล่าวว่า “ฟอร์ดทราบดีว่าลูกค้าในประเทศไทยชื่นชอบการแต่งรถ เราจึงให้ความสำคัญกับการพัฒนาอุปกรณ์ตกแต่งที่มีคุณภาพเหมาะกับการใช้งานและยกระดับการขับขี่ของลูกค้า นอกจากนี้ สิ่งที่ฟอร์ดให้ความสำคัญสูงสุด คือ การมอบประสบการณ์ที่ดีที่สุดให้กับลูกค้า เราจึงได้นำเสนอการแคมเปญขยายระยะการคุ้มครองคุณภาพอุปกรณ์ตกแต่งแท้ของฟอร์ด เพื่อช่วยยกระดับความมั่นใจให้กับลูกค้าในการเลือกใช้อุปกรณ์ตกแต่งแท้ ที่ได้รับการติดตั้งตามมาตรฐานจากช่างมืออาชีพ ลูกค้ารถฟอร์ดจะอุ่นใจด้วยความคุ้มครองที่ยาวนาน สะท้อนการดูแลกันเสมือนคนในครอบครัว” แคมเปญรับประกันคุณภาพอุปกรณ์ตกแต่งแท้ฟอร์ด มอบสิทธิประโยชน์คุ้มค่าแก่ลูกค้าเจ้าของรถยนต์ฟอร์ด เรนเจอร์ ฟอร์ด เรนเจอร์ แร็พเตอร์ และฟอร์ด เอเวอเรสต์ ทั้งรถที่ยังอยู่ในระยะการรับประกันคุณภาพจากโรงงาน 3 ปี/100,000 กิโลเมตร และยังครอบคลุมถึงรถที่เกินระยะการรับประกันคุณภาพ เมื่อซื้ออุปกรณ์ตกแต่งแท้ฟอร์ด Genuine Ford Accessories (GFA) และอุปกรณ์ตกแต่งที่ได้ผ่านการทดสอบและได้รับใบอนุญาตจากฟอร์ด Ford License Accessories (FLA) โดยมีรายละเอียด ดังนี้ -ลูกค้ารถใหม่จะได้รับสิทธิพิเศษในการรับประกันคุณภาพอุปกรณ์ตกแต่งสูงสุด 3 ปี/100,000 กิโลเมตร แล้วแต่ระยะใดถึงก่อน -ลูกค้าที่รถยังอยู่ในระยะการรับประกันคุณภาพ 3 ปี/100,000 กิโลเมตร จะได้รับการรับประกันคุณภาพอุปกรณ์ตกแต่ง 2 กรณี ภายใต้เงื่อนไขที่ลูกค้าจะได้รับประโยชน์สูงสุด คือ ระยะการรับประกันหมดพร้อมกันกับการรับประกันของตัวรถที่ 3 ปี/100,000 กิโลเมตร แล้วแต่ระยะใดถึงก่อน หรือ ระยะการรับประกันคุณภาพอุปกรณ์ตกแต่ง 1 ปี/20,000 กิโลเมตร แล้วแต่ระยะใดถึงก่อนจากวันติดตั้งอุปกรณ์ตกแต่ง -ลูกค้าที่รถเกินระยะการรับประกันคุณภาพ 3 ปี/100,000 กิโลเมตร จะได้รับการรับประกันคุณภาพอุปกรณ์ตกแต่งที่ 1 ปี/20,000 กิโลเมตร แล้วแต่ระยะใดถึงก่อนจากวันติดตั้งอุปกรณ์ตกแต่ง สิทธิพิเศษสำหรับ ลูกค้าที่ซื้อรถยนต์ใหม่พร้อมอุปกรณ์ตกแต่งแท้ฟอร์ด สามารถนำยอดซื้ออุปกรณ์ตกแต่งแท้ฟอร์ดรวมคำนวณกับค่ารถเพื่อจัดสินเชื่อกับสถาบันการเงินที่เข้าร่วมโครงการ นอกจากนี้ ลูกค้าที่ซื้ออุปกรณ์ตกแต่งแท้ฟอร์ดรวมตั้งแต่ 5,000 บาทขึ้นไป สามารถเข้าร่วมแคมเปญผ่อนชำระ 0% นานสูงสุด 10 เดือน (เฉพาะศูนย์บริการฟอร์ดที่ร่วมรายการ) ผ่านบัตรเครดิตธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) และธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) เฉพาะหน้าบัตรที่ร่วมรายการ ตั้งแต่วันที่ 15 กันยายน 2564 จนถึง 31 ธันวาคม 2564 สามารถนำยอดซื้ออุปกรณ์ตกแต่งแท้ฟอร์ดรวมผ่อนชำระกับสินค้าหรือบริการอื่นได้ แคมเปญรับประกันคุณภาพอุปกรณ์ตกแต่งแท้ฟอร์ดพร้อมให้บริการที่ศูนย์บริการฟอร์ดทั่วประเทศแล้วตั้งแต่วันนี้ ผู้ที่สนใจสามารถดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ทางเว็บไซต์ https://www.ford.co.th/owner/ford-accessories/ นอกจากนี้ ลูกค้าฟอร์ดทั่วประเทศสามารถติดต่อศูนย์บริการข้อมูลลูกค้าสัมพันธ์ฟอร์ด (Ford Call Center) เพื่อรับบริการได้ตลอด 24 ชั่วโมงที่เบอร์โทรศัพท์ 1383
Factory Sandbox
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี พร้อมด้วยนายสุชาติ ชมกลิ่นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน นายอิทธิพล คุณปลื้ม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม นายสุรชัย ชัยตระกูลทอง ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงแรงงาน คุณสุทธิ สุโกศล ปลัดกระทรวงแรงงาน และคุณภัครธรณ์ เทียนไชย ผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรี และคณะ เข้าตรวจเยี่ยมและรับฟังการรายงานผลความคืบหน้าโครงการ Factory Sandbox พร้อมเยี่ยมเดินชมกิจกรรมการฉีดวัคซีนกลุ่มพนักงาน ณ ศูนย์การผลิตรถยนต์มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย นิคมอุตสาหกรรมแหลมฉบัง จังหวัดชลบุรี โดยมี มร. โมะริคาซุชกกิ ประธานคณะกรรมการบริษัท มิตซูบิชิ มอเตอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด พร้อมคณะผู้บริหารให้การต้อนรับ โดยเมื่อวันที่ 1 กันยายน 2564 ที่ผ่านมา มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย ได้ร่วมลงนามในบันทึกข้อตกลง (MOU) เข้าร่วมโครงการ Factory Sandbox บูรณาการความร่วมมือระหว่างกระทรวงแรงงานและโรงพยาบาลวิภาราม ณ ศูนย์การผลิตรถยนต์มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย นิคมอุตสาหกรรมแหลมฉบัง จังหวัดชลบุรี ด้วยเล็งเห็นถึงความสำคัญของความปลอดภัยในชีวิตพนักงาน รวมถึงการมีส่วนร่วมกับภาครัฐในการลดทอนปัญหาจากผลกระทบของการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนาในประเทศ มร.โมะริคาซุ ชกกิ ประธานคณะกรรมการบริษัท มิตซูบิชิ มอเตอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “เรารู้สึกขอบคุณและเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ ท่าน พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา พร้อมคณะ ได้เข้ามาตรวจเยี่ยมและเป็นสักขีพยาน ในการฉีดวัคซีนให้แก่พนักงานของเราภายใต้โครงการ Factory Sandbox ซึ่งโครงการนี้ เป็นมาตรการของรัฐที่ช่วยยกระดับความปลอดภัยและลดโอกาสการติดเชื้อโควิด-19 ให้แก่พนักงาน ครอบครัวของพนักงาน และชุมชนโดยรอบ การช่วยเหลือชุมชนและสังคมให้ผ่านพ้นวิกฤติครั้งนี้ ถือเป็นหนึ่งในภารกิจที่สำคัญของเรา ในฐานะที่เราเป็นพลเมืองของสังคมไทย โดยโครงการ Factory Sandbox ช่วยให้ มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย ในฐานะที่เป็นหนึ่งในผู้ส่งออกรายใหญ่ที่สุดของประเทศ สามารถดำเนินการผลิตได้อย่างต่อเนื่อง สนับสนุนให้เศรษฐกิจของประเทศไทยสามารถกลับมาฟื้นตัวได้ ที่ผ่านมามิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย ได้มีแนวทางการปฏิบัติและมาตรการเพื่อป้องกันการแพร่ระบาดภายในโรงงานของเราอย่าง ‘เคร่งครัด’ และ ‘ต่อเนื่อง’ ไม่ว่าจะเป็น นโยบายการ Work From Home การสวมหน้ากากอนามัย เว้นระยะห่างระหว่างบุคคล การล้างมือ รวมถึงการใช้แบบฟอร์มในการคัดกรองหรือ Online Screening และการตรวจ ATK เชิงรุกภายในสถานประกอบการ เพื่อตรวจคัดกรองภายในองค์กรเป็นประจำทุกวัน ตลอดจนจัดสรรการฉีดวัคซีนแบบกลุ่ม ให้แก่พนักงานของเรา” สำหรับขอบข่ายความร่วมมือภายใต้โครงการ Factory Sandbox กระทรวงแรงงานจะเป็นผู้ดำเนินการสำรวจและประเมินมาตรการการปฏิบัติตามแนวทางของโครงการฯ ของศูนย์การผลิตรถยนต์มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย ที่แหลมฉบัง พร้อมรายงานผลการตรวจต่อคณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัดชลบุรี ในขณะที่โรงพยาบาลวิภารามจะดำเนินการตรวจคัดกรองเชื้อโควิด-19 ให้พนักงานทั้งหมดภายในศูนย์การผลิตฯ รวมถึงคัดแยกผู้ป่วยเพื่อเข้ารับการรักษาตามเกณฑ์กลุ่มสีและดำเนินการฉีดวัคซีนแก่พนักงานทุกคนที่ตรวจไม่พบเชื้อ โดย มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย จะให้ความร่วมมือผ่านการจัดหาสถานที่กักตัวพนักงานที่ติดเชื้อหรือมีความเสี่ยงสูง ตลอดจนดำเนินการตามมาตรการและข้อปฏิบัติต่างๆ ที่ระบุไว้อย่างเคร่งครัด นับตั้งแต่การตรวจ รักษา ดูแล และควบคุม โปรแกรมการฉีดวัคซีนให้แก่พนักงานของมิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย รวมถึงพนักงานของบริษัท ซัพพลายเออร์ที่ทำงานในพื้นที่ของศูนย์การผลิตฯ จะมีการดำเนินการทั้งในส่วนภายใต้ข้อตกลงของโครงการ Factory Sandbox ที่วางเป้าหมายให้มีการฉีดวัคซีน แอสตร้าเซนเนก้า (AstraZeneca) ให้แก่พนักงานที่มีคุณสมบัติครบตามกำหนด รวมกว่า 1,900 คน และในส่วนของบริษัทฯ เอง ที่มีการจัดหาวัคซีนสำหรับพนักงานจากช่องทางต่างๆ ซึ่งด้วยการสนับสนุนของโครงการFactory Sandbox ทำให้บริษัทฯ จะสามารถบรรลุเป้าหมายของการฉีดวัคซีนให้แก่พนักงานทุกคนจนครบ 2 เข็ม ภายในสิ้นปี 2564 นี้ ศูนย์การผลิตมิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย เป็นศูนย์กลางการผลิตที่มีความสำคัญและมีขนาดใหญ่ที่สุดของ มิตซูบิชิ มอเตอร์ส คอร์ปอเรชั่นทั่วโลก ประกอบด้วยโรงงานผลิตรถยนต์ 3 แห่ง และโรงงานผลิตเครื่องยนต์ 1 แห่งในนิคมอุตสาหกรรมแหลมฉบัง อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี มีกำลังการผลิตสูงสุดถึง 424,000 คันต่อปี สร้างการจ้างงานมากกว่า6,200 ตำแหน่ง รวมถึงแรงงานในกระบวนการที่เกี่ยวข้องกับการผลิตรถยนต์อีกกว่า 400,000 คน อีกทั้งยังเป็นผู้ผลิตและส่งออกรถยนต์ที่ผลิตขึ้นด้วยฝีมือคนไทยเป็นรายแรก และถือเป็นหนึ่งในผู้นำด้านการส่งออกรถยนต์ของประเทศไทย ปัจจุบันบริษัทฯ มียอดการส่งออกรถยนต์สะสมแล้วมากกว่า 4.4 ล้านคัน (ตั้งแต่ปี 2531-2564) เพื่อการส่งออกไปจำหน่ายทั่วโลกกว่า 120 ประเทศ โดยศูนย์การผลิตแห่งนี้ ยังเป็นศูนย์การผลิตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม มีการใช้พลังงานแสงอาทิตย์ในสายการผลิตรถยนต์ โดยติดตั้งแผงโซลาร์บนหลังคาโรงงานที่มีกำลังการผลิตถึง 5 เมกะวัตต์ พร้อมกันนี้ ยังมีการพัฒนารถยนต์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอย่าง มิตซูบิชิ เอาท์แลนเดอร์ พีเอชอีวี ซึ่งเป็นรถยนต์ปลั๊กอินไฮบริดสัญชาติญี่ปุ่นรุ่นแรกที่ผลิตขึ้นในประเทศไทย ในปีนี้ ศูนย์การผลิตแหลมฉบังผลิตรถยนต์ครบ 6 ล้านคัน นับเป็นฟันเฟืองสำคัญนการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมยานยนต์ของประเทศไทยและจะยังคงเดินหน้าทำการผลิตภายใต้มาตรการป้องกันและควบคุมอย่างเคร่งครัด เพื่อรักษาเสถียรภาพการดำเนินธุรกิจภายใต้สถานการณ์ท้าทายต่างๆ และร่วมเป็นหนึ่งในผู้ผลิตรถยนต์ที่สร้างความเติบโตอย่างต่อเนื่องให้กับอุตสาหกรรมยานยนต์ในประเทศอย่างยั่งยืน
นิสสัน ผ่อนผันช่วงเวลาขอ
นิสสัน ประเทศไทย ผ่อนผันนโยบายการรับประกันรถยนต์และการบำรุงรักษาตามระยะในช่วงที่มีสถานการณ์โควิด-19 เพื่อช่วยเหลือลูกค้าที่ต้องลดการเดินทางและการใช้รถยนต์ ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป จนกว่าสถานการณ์จะคลี่คลาย ตามข้อจำกัดการเดินทางตามระยะเวลาที่กำหนดของรัฐบาล นิสสัน ตระหนักถึงความกังวลจากผลกระทบที่เกิดขึ้นกับลูกค้ารถยนต์นิสสันการใช้รถยนต์ลดลงเนื่องจากการลดการเดินทางต่าง ๆ ในชีวิตประจำวัน เพื่อป้องกันโรคระบาดที่เกิดขึ้น บริษัทฯ จึงได้ผ่อนผันการบำรุงรักษารถยนต์นิสสัน และการรับประกันคุณภาพ อย่างเร่งด่วนเพื่อบรรเทาความกังวล และลดความเสี่ยงต่อโรคระบาดโควิด-19 ตามรายละเอียดดังนี้ สำหรับลูกค้าที่ไม่สามารถนำรถเข้ารับบริการบำรุงรักษาตามระยะที่กำหนดในช่วงที่รัฐบาลได้มีประกาศจำกัดการเดินทาง จะได้รับการผ่อนผันให้สามารถเข้ารับบริการล่าช้ากว่าระยะที่กำหนดได้ 3 เดือน หรือ 3,000 กิโลเมตร แล้วแต่ระยะใดระยะหนึ่งถึงก่อน อนึ่ง ลูกค้าที่ขาดการบำรุงรักษารถยนต์ตามระยะในช่วงที่รัฐบาลมีประกาศจำกัดการเดินทาง บริษัทฯ อนุโลมให้สิทธิการรับประกันยังคงอยู่ มร.อิซาโอะ เซคิกุจิ ประธาน นิสสัน ประเทศไทย กล่าวว่า “นิสสัน ประเทศไทย กำลังก้าวเข้าสู่ปีที่ 70 ปี ที่ยืนหยัดเคียงข้างคนไทย ลูกค้าเป็นหัวใจสำคัญของทุกสิ่งที่เราทำ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงการระบาดใหญ่เช่นนี้ เราต้องการอำนวยความสะดวกให้กับลูกค้ามากที่สุด โดยนโยบายผ่อนผันการรับประกันรถยนต์ของนิสสัน ทำให้ลูกค้ามีความยืดหยุ่นและปลอดภัยในเวลานี้ นิสสัน พร้อมผู้จำหน่ายทั่วประเทศ ยังคงดำเนินมาตรการควบคุมป้องกันโควิด-19 ที่โชว์รูม และศูนย์บริการนิสสันทั่วประเทศ เพื่อความปลอดภัยและอุ่นใจของลูกค้าทุกครั้งที่มาเยี่ยมชมหรือเข้ารับบริการ ณ ผู้จำหน่ายนิสสันของเรา” ทั้งนี้ ลูกค้านิสสัน สามารถนำรถยนต์เข้ารับบริการทุก ๆ 6 เดือน หรือตามระยะทางที่กำหนดในรถยนต์แต่ละรุ่น* ได้ที่ศูนย์บริการนิสสัน ทั่วประเทศ ติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ Call Center หมายเลข 02 401 9600 หรือเยี่ยมชมเว็บไซต์ของ นิสสัน ประเทศไทย
