บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด แนะนำชุดแต่ง “Nurburgring” สำหรับโคโรลล่าอัลติส ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากการลงแข่งขันที่สนามแข่งนูร์เบิร์กริง สนามแข่งรถระดับโลก ในประเทศเยอรมนี มาพร้อมความโดดเด่น สะดุดตา เติมเต็มอารมณ์สปอร์ตได้ดียิ่งกว่า สำหรับโคโรลล่าอัลติส รุ่นเครื่องยนต์เบนซิน 1.8 Sport และรุ่นเครื่องยนต์ไฮบริดทุกรุ่น พร้อมข้อเสนอสุดพิเศษ รถยนต์นั่งยอดนิยมของคนไทย โคโรลล่า อัลติส คือหนึ่งในตำนานของรถยนต์โตโยต้าที่การันตีด้วยคุณภาพมาแล้วมากกว่า 55 ปี นับตั้งแต่รุ่นแรกจนถึงรุ่นล่าสุด และได้ฉลองความสำเร็จยอดจำหน่ายสะสมทั่วโลกของโคโรลล่าครบ50 ล้านคัน เมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา ยิ่งไปกว่านั้น โคโรลล่า อัลติส สามารถพิชิตสนาม นูร์เบอร์กริง (Nurburgring) ที่ได้ชื่อว่าโหดและท้าทายสนามหนึ่งของโลก คว้าอันดับหนึ่งในรายการ ADAC Total 24h-Race Nürburgring รุ่น Super Production 3 ปี 2021 เป็นปีที่สองติดต่อกัน นับเป็นการการันตีด้วยบทพิสูจน์สมรรถนะของเครื่องยนต์อันทรงพลัง ผสานกับสถาปัตยกรรมโครงสร้างยานยนต์ใหม่ (Toyota New Global Architecture หรือ TNGA) ที่แข็งแกร่งและทนทาน ออกแบบให้มีจุดศูนย์ถ่วงต่ำ สร้างความมั่นใจในทุกรูปแบบการขับขี่ กับการสร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ โดยในการแข่งขัน ได้ใช้รถรถยนต์โคโรลล่า อัลติส รุ่นล่าสุด ซึ่งเป็นรถ Production Car สายการผลิตในประเทศไทย ปรับแต่งอุปกรณ์บางส่วนให้ตรงตามมาตรฐานความปลอดภัยของการแข่งขัน ที่สำคัญเป็นการแสดงให้เห็นถึงการรักษาไว้ซึ่งพื้นฐานอันสำคัญ ทางด้านคุณภาพ (Quality) ความทนทาน (Durability) และความน่าเชื่อถือ (Reliability) ในระดับโลก ทั้งเพียบพร้อมด้วยมาตรฐานความปลอดภัยระดับโลก Toyota Safety Sense ตลอดจน มีประสิทธิภาพการประหยัดพลังงานเชื้อเพลิงดีเยี่ยมในราคาที่คุ้มค่า และเป็นแรงบันดาลใจให้กับทุกคน คุณสุรศักดิ์ สุทองวัน รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ เปิดเผยว่า “บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด มีความยินดีแนะนำชุดแต่ง Nurburgring ที่มาจากแรงบันดาลใจ จากความสำเร็จในการเข้าร่วมการแข่งขันรายการระดับโลก กับสนามแข่งที่ขึ้นชื่อว่ามีความโหดและท้าทายสนามหนึ่งของโลก และสามารถคว้าแชมป์ 2 ปีติดต่อกัน โดยชุดแต่งNurburgring มีการดีไซน์ให้มีความสปอร์ต พรีเมียม ด้วยรูปลักษณ์ภายนอก ซึ่งมาพร้อม โลโก้ Nurburgring 24Hr สเกิร์ตหน้า สเกิร์ตด้านข้าง สเกิร์ตหลัง สปอยเลอร์ฝากระโปรงหลัง ชุดคอยล์สปริง และที่สำคัญ มีการติดตั้งชุดกล่องควบคุมคันเร่งไฟฟ้า ช่วยเพิ่มการตอบสนองของอัตราเร่งให้รวดเร็วยิ่งขึ้นในขณะออกตัว เติมเต็มอารมณ์สปอร์ต และเพิ่มความสนุกสนานในการขับขี่ สำหรับชุดแต่ง Nurburgring สามารถติดตั้งได้ทั้งใน โคโรลล่า อัลติส รุ่น 1.8 Sport ที่มาพร้อมขุมพลังเครื่องยนต์เบนซินขนาด 1.8 ลิตร และ ในรุ่น Hybrid Smart, Hybrid Premium, และ Hybrid Premium Safety ซึ่งเป็นเครื่องยนต์ไฮบริด ที่มีแพคเกจการรับประกันรถยนต์ไฟฟ้าไฮบริด ที่ครอบคลุมทั้งแบตเตอรี่ และระบบไฮบริด กับการรับประกันแบตเตอรี่ไฮบริด 10 ปี และรับประกันระบบไฮบริด 5 ปี พร้อมข้อเสนอพิเศษสำหรับทุกรุ่น กับแพคเกจขยายระยะเวลารับประกันคุณภาพรถใหม่จาก 3 ปี เป็น 5 ปี หรือ 150,000 กม. พร้อมฟรีค่าแรงในการเช็คระยะ 100,000 กม. มูลค่ากว่า 34,000 บาททั้งนี้ ชุดอุปกรณ์ตกแต่งพิเศษสไตล์สปอร์ต สะท้อนความเป็นเอกลักษณ์ ได้รับการรับประกันโดยบริษัท ทีอาร์ดี เซลส์ (ไทยแลนด์) สูงสุดในระยะเวลา 36 เดือน หรือระยะ 100,000 กิโลเมตร1 ยิ่งไปกว่านั้น เพื่อเพิ่มทางเลือกให้ลูกค้าที่มองหารถที่มีความคุ้มค่า โตโยต้ามีความยินดีมอบข้อเสนอสุดพิเศษ กับชุดแต่งNurburgring มูลค่า 42,000 บาท ฟรี พร้อมประกันภัยชั้น 1 Toyota Care มูลค่า 31,000บาท หรือลูกค้าสามารถเลือกข้อเสนอพิเศษ ดอกเบี้ย 0.29% 2 หรือเลือกรับข้อเสนอพิเศษ ดอกเบี้ย 0.79% พร้อมประกันภัยชั้น 1 2 โดยลูกค้าที่สนใจสามารถติดต่อได้ที่ผู้แทนจำหน่ายทั่วประเทศ” พิเศษสุดสำหรับลูกค้าที่ซื้อรุ่น 1.8 Sport , Hybrid Smart, Hybrid Premium, และHybrid Premium Safety ตั้งแต่วันนี้! เลือกรับฟรี! ชุดแต่ง Nurburgring มูลค่า 42,000 บาท พร้อมประกันภัยชั้น 1 Toyota Care มูลค่า 31,000 บาท หรือ สามารถเลือกรับข้อเสนอพิเศษ ดอกเบี้ย 0.29% หรือเลือกรับข้อเสนอพิเศษ ดอกเบี้ย 0.79% พร้อมประกันภัยชั้น 1 พร้อมข้อเสนอพิเศษสำหรับทุกรุ่น กับแพคเกจขยายระยะเวลารับประกันคุณภาพรถใหม่จาก 3 ปี เป็น 5 ปี หรือ 150,000 กม. พร้อมฟรีค่าแรงในการเช็คระยะ 100,000 กม. มูลค่ากว่า 34,000 บาท เลือกเป็นเจ้าของโคโรลล่า อัลติส พร้อมชุดแต่ง Nurburgring ได้ 6 สี 4 รุ่น สีขาวมุก Platinum White Pearl * / สีเงิน Silver Metallic / สีน้ำตาล Phantom Brown / สีดำ Attitude Black Mica / สีแดง Red Mica Metallic / สีเทาCelestite Gray รุ่นเครื่องยนต์ไฮบริด Hybrid Premium Safety เกียร์อัตโนมัติ ราคา 1,099,000 บาท Hybrid Premium เกียร์อัตโนมัติ ราคา 994,000 บาท Hybrid Smart เกียร์อัตโนมัติ ราคา 939,000 บาท รุ่นเครื่องยนต์เบนซิน 1.8 Sport เกียร์อัตโนมัติ ราคา 964,000 บาท
Category: Social
MAZDA เผยคุณค่า CX-8
ครอสโอเวอร์เอสยูวีพรีเมี่ยม จากมาสด้า ตอบโจทย์ทุกรูปแบบของชีวิตสะท้อนรสนิยมเหนือระดับ ปัจจุบัน หลายคนอาจกำลังมองหารถยนต์ที่ตอบโจทย์การใช้งานที่หลากหลายรูปแบบมากยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็น ห้องโดยสารที่กว้างขวางสะดวกสบาย การขึ้นลงและเข้าออกทำได้สะดวก ขับขี่คล่องตัวทั้งในเมืองและการเดินทางไกล รองรับผู้โดยสารได้มากกว่ารถยนต์นั่งทั่วไป จึงเกิดเป็นรถประเภทครอสโอเวอร์เอสยูวีขึ้นมา และเพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าที่หลากหลายมากยิ่งขึ้น เฉกเช่น “มาสด้า” ที่ได้พัฒนารถประเภทนี้ขึ้นมาหลายรุ่น ภายใต้ชื่อตระกูล CX-Series ซึ่งรวมถึงการถือกำเนิดขึ้นมาของ CX-8 ครอสโอเวอร์เอสยูวีระดับพรีเมี่ยม ทั้งแบบ 3 แถว 6 ที่นั่ง และแบบ 3 แถว 7 ที่นั่ง ที่เข้ามาเติมเต็มความต้องการของผู้บริโภคที่ต้องการพื้นที่ใช้สอยมากขึ้น หรือกำลังมองหารถที่โดยสารได้มากกว่า 5 ที่นั่ง ห้องโดยสารเงียบสงบ ระบบช่วงล่างมีความนุ่มนวล มีระบบความปลอดภัยสูงซึ่งในประเทศไทยถือว่ามีตัวเลือกน้อยมาก ส่วนใหญ่จะเป็นประเภทที่ถูกดัดแปลงหรือพัฒนามาจากโครงสร้างพื้นฐานของรถกระบะ หรือ PPV ส่งผลให้ไม่คล่องตัวสำหรับการขับขี่ในเมือง ผนวกกับช่วงล่างสไตล์รถกระบะ และความสูงของรถที่ส่งผลต่อความสะดวกในการขึ้น-ลงของผู้สูงอายุและเด็ก ดังนั้น CX-8 จึงเข้ามาเติมเต็มความต้องการของลูกค้าในสังคมไทยโดยเฉพาะช่วงเวลาที่สำคัญของสมาชิกทุกคนในครอบครัวเพื่อก่อให้เกิดมิตรภาพและความอบอุ่นตลอดการเดินทาง รถอเนกประสงค์ครอสโอเวอร์เอสยูวีมาสด้า CX-8 เปิดตัวในประเทศไทยเมื่อช่วงปลายปี 2562 โดยเป็นรถเจเนอเรชั่นใหม่ที่มาพร้อมกับเทคโนโลยีสกายแอคทีฟอย่างเต็มรูปแบบ ถือเป็นรถยนต์ที่ตอบโจทย์ความต้องการและตรงตามวัตถุประสงค์การใช้งานของลูกค้ามากที่สุด เพราะถูกวางตำแหน่งให้เป็น “New Era of 3-Row Crossover SUV” เป็นครอสโอเวอร์อเนกประสงค์ระดับพรีเมี่ยมแบบ 3 แถว ที่ดีที่สุดในตลาดปัจจุบัน มาพร้อมแนวคิด “The Precious Moment for All” ทุกช่วงเวลา…มีค่าไม่สิ้นสุด เป็นยนตรกรรมที่สร้างแรงบันดาลใจให้ออกไปใช้ชีวิตได้อย่างไร้ขอบเขตและไม่สิ้นสุดและเข้ามาเติมเต็มความต้องการและการใช้ชีวิตของลูกค้าให้สมบูรณ์แบบมากยิ่งขึ้น 1.คุณค่าด้านความสะดวกสบาย: The Finest Craftsmanship ทุกองค์ประกอบได้รับการออกแบบดุจงานศิลปะขั้นสูงผ่านการคัดสรรด้วยวัสดุคุณภาพสูงและเปี่ยมไปด้วยความพิถีพิถันใส่ใจในทุกรายละเอียด ซึ่งความโดดเด่นที่สำคัญของมาสด้า CX-8 คือเรื่องความสบายของห้องโดยสาร สามารถรองรับผู้โดยสารได้ถึง 7 ที่นั่ง ในรุ่น 3 แถว 7 ที่นั่ง โดยถูกพัฒนาขึ้นบนพื้นฐานของรถยนต์นั่งอย่างแท้จริง เพื่อมอบความสะดวกสบายสูงสุด ทั้งในแง่ของพื้นที่การใช้งาน คุณภาพของห้องโดยสาร สมรรถนะในการขับขี่ที่เหนือกว่า ที่ได้รับการพัฒนาเพื่อเพิ่มสมรรถนะการขับขี่และความเป็นหนึ่งเดียวกันระหว่างผู้ขับขี่กับรถ ตามหลัก “Human-Centric Development” ที่พัฒนาโดยมีมนุษย์เป็นศูนย์กลาง นอกจากนี้ ที่นั่งในแถวที่ 2 และ 3 ก็สามารถนั่งได้อย่างสะดวกสบาย จึงทำให้มาสด้า CX-8 ตอบโจทย์การใช้งานของลูกค้าที่ต้องการความนุ่มนวลและความสะดวกสบายในการขับขี่ ซึ่งช่วยสร้างบรรยากาศภายในห้องโดยสารให้ทุกการเดินทางไกลและการขับขี่ในเมืองเต็มไปด้วยความสุข นอกจากนี้ ห้องโดยสารก็ยังมีให้เลือกถึง 2 รูปแบบ ได้แก่ ห้องโดยสารแบบ 7 ที่นั่ง ที่ภายในห้องโดยสารกว้างขวางมอบความสะดวกสบายในทุกอิริยาบถ และห้องโดยสารแบบ 6 ที่นั่ง ที่มาพร้อมที่นั่งแถวสองแบบCaptain Seat 2 ที่นั่ง แยกอิสระซ้าย-ขวา ที่ตอบโจทย์ความภูมิฐานและความพรีเมี่ยม รวมถึงมอบความสะดวกสบายให้แก่ผู้โดยสารทุกคน 2.คุณค่าด้านการออกแบบที่งดงาม: Elegant and Comfort in Perfect Harmony ในด้านการออกแบบที่ตอบโจทย์ทุกการใช้งานของทุกคนในครอบครัว มาสด้า CX-8 ยังคงความประณีตพิถีพิถัน ภายใต้ปรัชญา Kodo Design: Soul of Motion ที่เน้นความเรียบง่ายแต่งดงาม ทั้งภายนอกและภายในห้องโดยสาร โดยภายในเลือกใช้แต่วัสดุคุณภาพสูงเพื่อสะท้อนภาพลักษณ์แห่งความภูมิฐาน สง่างามและสมบูรณ์แบบ ไม่ว่าจะเป็นโทนสีและวัสดุที่ใช้ตกแต่งภายในที่ได้รับการคัดสรรมาเป็นอย่างดี การเลือกใช้วัสดุแบบ Real Wood และสีเงินซาตินโครม ผสานอย่างลงตัวกับเบาะหนัง Nappa สีแดงDeep Red ที่ช่วยสร้างบรรยากาศแห่งความอบอุ่นให้กับทุกคนในครอบครัว สำหรับภายนอกก็โดดเด่นไม่ซ้ำแบบใคร ไม่ว่าจะเป็นด้านหน้าของรถที่โดดเด่นด้วยซิกเนเจอร์วิง การตกแต่งเสาบีและเสาซีด้วยวัสดุสีดำเปียโนและโครเมี่ยมที่ช่วยเพิ่มรูปลักษณ์ที่เปี่ยมไปด้วยคุณภาพ และไฟท้ายที่ตกแต่งอย่างมีเอกลักษณ์ พร้อมมีสีภายนอกให้เลือกมากถึง 6 สี 3.คุณค่าด้านสมรรถนะของเครื่องยนต์: Thrilling Performance ที่สุดของสมรรถนะความแรงที่เปี่ยมไปด้วยพลังด้านสมรรถนะเครื่องยนต์ CX-8 มาพร้อมเครื่องยนต์สกายแอคทีฟอันเลื่องชื่อของมาสด้า ซึ่งมีให้เลือกถึง 2 เครื่องยนต์ได้แก่ เครื่องยนต์สกายแอคทีฟคลีนดีเซล 2.2 ลิตร ให้พละกำลังสูงถึง 190 แรงม้า แรงบิด 450 นิวตัน-เมตร พร้อมระบบวาล์วไอเสียแปรผันอัจฉริยะ VVT และระบบเทอร์โบแปรผัน 2 ขั้น ให้การตอบสนองที่รวดเร็วและแม่นยำด้วยนวัตกรรมในการส่งแรงบิดที่ยอดเยี่ยม และการทำงานที่ราบรื่นจนถึงรอบเครื่องยนต์สูง ในขณะที่มีเสียงรบกวนต่ำ ช่วยรักษาสิ่งแวดล้อม และประหยัดน้ำมันสูงถึง 17.5 กิโลเมตรต่อลิตร และอีกหนึ่งเครื่องยนต์กับสกายแอคทีฟเบนซิน 2.5 ลิตร ให้พละกำลังสูงถึง 194 แรงม้า แรงบิด 258 นิวตัน-เมตร พร้อมระบบวาล์วแปรผันคู่อัจฉริยะ Dual S-VT ที่ถูกพัฒนาให้สามารถตอบสนองอัตราเร่งได้อย่างดีเยี่ยม แม่นยำ และทรงพลัง ให้สมรรถนะการขับขี่ที่คล่องแคล่วและประหยัดน้ำมันได้ถึง 13.2 กิโลเมตรต่อลิตร เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ซึ่งตอบโจทย์ทุกรูปแบบการขับขี่ไม่ว่าจะเป็นการขับในเมืองหรือการขับขี่ทางไกลที่ต้องใช้ความเร็วสูงก็ตาม 4.คุณค่าการควบคุมการขับขี่จากเทคโนโลยี SKYACTIV-VEHICLE DYNAMIC: More Control with Less Effort เพลิดเพลินกับทุกเส้นทางและมั่นใจในทุกการขับขี่ ด้วยเทคโนโลยีสกายแอคทีฟที่ผสานและควบคุมการทำงานของรถทั้งคัน ให้ทำงานประสานกันอย่างมีประสิทธิภาพ ให้ทั้งความแรง ประหยัดน้ำมัน และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม รวมถึงโครงสร้างตัวถังสกายแอคทีฟ ที่ผลิตจากเหล็กกล้าคุณภาพสูง High Tensile Steel น้ำหนักเบาและแข็งแกร่ง ให้การควบคุมรถที่มั่นคง ช่วยลดแรงสะเทือนจากพื้นถนน และกระจายแรงปะทะที่จะเข้าสู่ห้องโดยสารในกรณีที่เกิดอุบัติเหตุ และช่วงล่างและระบบบังคับเลี้ยวที่ยึดเกาะถนนมั่นคง ให้ความนุ่มนวลแก่ห้องโดยสาร พร้อมระบบบังคับเลี้ยวที่ช่วยให้เข้าโค้งได้แม่นยำ รวมถึงระบบควบคุมสมรรถนะการขับขี่อัจฉริยะ (GVC) ที่ช่วยให้ทุกการขับขี่เป็นไปได้อย่างง่ายดายและปลอดภัยมากยิ่งขึ้น 5.คุณค่าด้านความพร้อมของเทคโนโลยีเพื่อความเพลิดเพลิน: Your World, at Your Fingertips ก้าวสู่ความเหนือระดับด้วยเทคโนโลยีการเชื่อมต่ออย่างไร้ขีดจำกัด ด้วยความมุ่งมั่นที่จะส่งมอบสุนทรียภาพในการขับขี่ให้กับผู้โดยสารไปตลอดการเดินทาง มาสด้าจึงได้ติดตั้งเทคโนโลยีเชื่อมต่ออย่างไร้ขีดจำกัด Mazda Connect เพื่อตอบโจทย์การใช้งาน ทั้งด้านธุรกิจและครอบครัว ด้วยการอัพเดทข้อมูลข่าวสาร หรือรับ-ส่ง SMS จากสมาร์ทโฟน ผ่านสัญญาณบลูทูธ พร้อมรองรับระบบ Apple CarPlay และระบบ Android Auto ที่เชื่อมต่อแอพพลิเคชั่นบนสมาร์ทโฟน และสามารถใช้งานฟังก์ชั่นสำคัญได้ โดยแสดงผลผ่านหน้าจอสี Center Display แบบสัมผัสขนาด 7 นิ้ว ที่สามารถควบคุมด้วยปุ่มควบคุมอัจฉริยะ Center Commander และสร้างสุนทรียภาพรอบทิศทางด้วยระบบเสียงคุณภาพ Bose® พร้อมลำโพง 10 ตำแหน่ง 6.คุณค่าด้านเทคโนโลยีความปลอดภัย: Unconditional Confidence อีกระดับของความปลอดภัยระดับโลก ด้วยเทคโนโลยีความปลอดภัยสุดล้ำ i-Activsense ถึง 10 ระบบ ที่สามารถคาดการณ์และส่งสัญญาณเตือนผู้ขับขี่ให้เพิ่มความระมัดระวังยิ่งขึ้น เพื่อลดความเสี่ยงจากการเกิดอุบัติเหตุ โดยระบบที่ติดตั้งมาเป็นอุปกรณ์มาตรฐานในทุกรุ่น ได้แก่ ระบบเตือนเมื่อมีรถในจุดอับสายตาขณะเปลี่ยนเลน ABSM (Advanced Blind Spot Monitoring) และระบบเตือนเมื่อมีรถในจุดอับสายตาขณะถอยหลัง RCTA (Rear Cross Traffic…
โปรเจกต์ BMW R18 Custom
บีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด ประเทศไทย ชวน Smiths Vintage Club สำนักมอเตอร์ไซค์คัสตอมอันดับต้นๆ ของเมืองไทย มาร่วมกันจุดประกายให้กับวงการนักแต่งรถสไตล์วินเทจ ด้วยการเปิดตัวโปรเจกต์สุดพิเศษ บีเอ็มดับเบิลยู R18 Custom ต่อยอดจากรถครูซเซอร์รุ่นดั้งเดิมที่เปี่ยมด้วยเอกลักษณ์ของบีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราดในทุกอณู BMW R18 เป็นมอเตอร์ไซค์ครูซเซอร์ดีไซน์คลาสสิกที่นำเอาดีเอ็นเอจากรถต้นแบบอย่าง บีเอ็มดับเบิลยู Concept R5 ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจมาจากบีเอ็มดับเบิลยู R5 รุ่นเดิมจากเมื่อกว่า 80 ปีที่แล้ว กลับมาชุบชีวิตใหม่อีกครั้งด้วยเครื่องยนต์รุ่นใหม่ที่มีขนาดใหญ่ เจาะตลาดกลุ่มผู้ชื่นชอบรถทรงคลาสสิก สำหรับการออกแบบตัวรถ ไม่ได้มีเพียงรูปทรงที่ดูย้อนยุคเท่านั้น แต่ยังยกมาทั้งดีไซน์ของท่อไอเสีย บังโคลนแบบคลาสสิค รวมถึงระบบต่างๆ เช่นเพลาขับเคลื่อน ซึ่งย้อนกลับไปใช้องค์ประกอบและรูปแบบในแนวเดียวกันรุ่นดั้งเดิม ในลุคใหม่ที่คุมโทนสีดำ ตัดกับความเงาของโครเมี่ยมได้อย่างลงตัว ในเมื่อบีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด ได้เชื่อมั่นในพลังของเครื่องยนต์บ็อกเซอร์มาตั้งแต่ปี 1923 เราจึงนำเครื่องยนต์บ็อกเซอร์สองสูบที่ทรงพลังที่สุดของเราด้วยขนาด 1,802 cc มาเป็นหัวใจของบีเอ็มดับเบิลยู R18 มอบพละกำลัง 91 แรงม้าและแรงบิดสูงสุดถึง 158 นิวตันเมตรที่ 3,000 รอบต่อนาที ทั้งยังผสมผสานเทคโนโลยีสมัยใหม่เข้ามาผสานกับกลิ่นอายของการขับขี่มอเตอร์ไซค์แบบคลาสสิกได้อย่างลงตัว สำหรับบีเอ็มดับเบิลยู R18 Custom คันพิเศษนี้ จะถูกปรับแต่งโดย Smiths Vintage Club ไลฟ์สไตล์แบรนด์ระดับแถวหน้าที่เป็นที่รู้จักในกลุ่มผู้ชื่นชอบความวินเทจและคนรักมอเตอร์ไซค์คลาสสิก ด้วยตัวตนที่เป็นเอกลักษณ์ของผู้ก่อตั้งอย่าง “สัน–สรวิสิษฎ์ บรรจงลักษมี” ที่กลายเป็นจุดเริ่มต้นของคอมมิวนิตี้ยอดฮิตสำหรับวินเทจไบค์เกอร์ในมหานครแห่งนี้
นิสสัน อัลเมร่า แนะวิธีเตรียมรถ
การเตรียมความพร้อมก่อนการเดินทาง หลังจอดนานช่วงล็อกดาวน์ มีผลทำให้รถเสียหายได้ นิสสัน อัลเมร่า แนะวิธีเตรียมรถ เมื่อเริ่มคลายล็อกดาวน์ รวมถึงได้ฉีดวัคซีนกันบ้างแล้ว หลายคนเตรียมพร้อมอยากขับรถออกเดินทาง นิสสัน อัลเมร่า จึงขอแนะนำการดูแลรถของเรา หลังจอดทิ้งไว้ที่บ้านเป็นเวลานาน เพื่อเตรียมตัว เตรียมรถให้พร้อมออกเดินทาง ปลอดภัยตลอดทริป ตรวจสอบรถสภาพรวมเบื้องต้น ก่อนที่จะนำรถออกมาใช้งาน ตรวจสอบด้วยสายตาอย่างรวดเร็วเพื่อให้แน่ใจว่ารถของคุณไม่มีรอยรั่ว ลมยาง หรือความเสียหายอื่น ๆ นอกจากนี้ ให้ตรวจสอบใต้ฝากระโปรงหน้าเพื่อให้แน่ใจว่าไม่มีน้ำมันเครื่องรั่ว รวมถึงน้ำมันเบรกและน้ำหล่อเย็นอยู่ในระดับที่เหมาะสม เช็กน้ำมันเครื่อง หากจอดรถเป็นเวลานาน ส่วนประกอบน้ำมันหล่อลื่นจะจมลงสู่ก้นถัง จึงควรดูให้แน่ใจว่าน้ำมันเครื่องมีเพียงพอก่อนที่จะออกเดินทาง และที่สำคัญควรสตาร์ทเครื่องยนต์เพื่อให้แน่ใจว่าการอ่านค่าต่างๆ และการทำงานยังแม่นยำก่อนที่น้ำมันจะหมุนเวียนอีกครั้ง ทำความสะอาดกระจกและที่ปัดน้ำฝน สละเวลาเล็กน้อยดูความเรียบร้อยของกระจกรอบคัน มองหารอยแยกบนใบปัดน้ำฝนด้วย ที่ปัดน้ำฝนอาจมีใบไม้หรือสิ่งสกปรกติดอยู่ ตรวจสอบกระจกว่าไม่มีรอยขีดข่วนหรือแตกร้าว เพราะการจอดรถทิ้งไว้นาน ๆ อาจมีเศษฝุ่นติดอยู่ที่บานกระจก และค้างอยู่ที่ปัดน้ำฝน เจ้าของรถจึงควรตรวจสอบให้แน่ใจว่าเมื่อใช้งานกระจกรถจะใสสะอาด เพื่อวิสัยทัศน์ที่ดีเมื่อออกเดินทาง ตรวจเช็กสภาพยางและลมยางให้พร้อม ตรวจสอบแรงดันลมยางและดูว่ายางสามารถขับได้หรือไม่ เมื่อจอดรถนานๆ ลมยางก็อาจลดลง ทำให้ยางแบน หากคิดว่าจะต้องจอดรถทิ้งไว้เป็นเวลานาน ทางที่ดีรถอาจควรเติมลมให้มากกว่าปกติ ประมาณ 5-10 PSI ก่อนนำรถไปจอดทิ้งไว้ กรณีที่ต้องจอดทิ้งไว้นานเกิน 1 เดือน ควรใช้แม่แรงยกรถให้สูงจากตัวพื้นทิ้งไว้เลย เพื่อป้องกันยางเสียรูป สัญญาณไฟ ไฟส่องสว่างของรถยนต์นั้นมีความสำคัญในการเดินทางเป็นอย่างมาก ช่วยเพิ่มทัศนวิสัยในการขับขี่ของคุณให้ดียิ่งขึ้น ป้องกันอุบัติเหตุ ในบางครั้งเรายังจำเป็นต้องใช้สัญญาณไฟเพื่อขอความช่วยเหลือจากเพื่อนร่วมทางอีกด้วย ฉะนั้น เราจึงควรตรวจสอบหลอดไฟรอบคันว่าติดครบทุกดวง มีหลอดไฟขาดหรือไม่ ถ้าหลอดไฟขาดให้ทำการถอดเปลี่ยน ภายในรถ และแผงหน้าปัด ตรวจสอบการใช้งานกุญแจรถหรือปุ่มสตาร์ท และตรวจสอบไฟที่แผงหน้าปัด หากไฟไม่ติด แสดงว่าแบตเตอรี่หมด หรือมีขั้วต่อหลวมอยู่ใต้ฝากระโปรง ถ้าทุกอย่างเรียบร้อยดี ก็ถึงเวลาสตาร์ทรถแล้ว สำหรับ นิสสัน อัลเมร่า ถือเป็นรถซีดานอัจฉริยะให้ความคล่องตัว ด้วยเครื่องยนต์เทอร์โบ 1.0 ลิตร ตอบโจทย์การขับขี่ด้านการเร่งแซงที่ตอบสนองทันใจ รวมถึงการประหยัดน้ำมันที่ดีเยี่ยม ภายในกว้างขวาง นั่งสบายที่เป็นมาพร้อมเทคโนโลยีความปลอดภัยขั้นสูงครบครัน เทียบเท่ารถยนต์ในเซ็กเมนต์ระดับพรีเมียม พร้อมดูแลความปลอดภัยไปกับคุณทุกเส้นทาง โดยล่าสุดยังได้เปิดตัวรุ่นตกแต่งพิเศษ “อัลเมร่า สปอร์ตเทค” ที่เพิ่มความสปอร์ตและพรีเมียม ทั้งภายนอกและภายใน ซึ่งลูกค้าที่สนใจ สอบถามเพิ่มเติมที่โชว์รูมนิสสันทั่วประเทศ หรือติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ Nissan Call Center หมายเลข 02 401 9600 นอกจากการเช็กสภาพรถเบื้องต้นด้วยตัวเองแล้ว อย่าลืมนำรถของคุณตรวจเช็กสภาพรถยนต์จากผู้เชี่ยวชาญโดยตรงหรือการบำรุงรักษาตามระยะทางเมื่อครบกำหนดเวลา สำหรับลูกค้านิสสัน สามารถนำรถเข้าตรวจเช็กที่ศูนย์บริการนิสสัน ทั่วประเทศ ซึ่งทางนิสสันได้มีการผ่อนผันโยบายการรับประกันรถยนต์ และการบำรุงรักษาตามระยะในช่วงที่มีสถานการณ์โควิด-19 เพื่อช่วยเหลือลูกค้าที่ต้องลดการเดินทางและการใช้รถยนต์อีกด้วย ดูรายละเอียดได้ที่https://bit.ly/3kJ0hIf
Toyota Gazoo Racing GT Cup 2021 Thailand
ในรอบคัดเลือกตัวแทนประเทศไทย Toyota Gazoo Racing GT Cup 2021 โตโยต้า ประกาศผลผู้ชนะการแข่งขัน พร้อมสนับสนุนกีฬา e-Motorsports สู่การแข่งขันระดับโลก คุณสุรศักดิ์ สุทองวัน รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัดร่วมแสดงความยินดีกับนักกีฬา e-Motrorsports ที่ผ่านเข้ารอบคัดเลือกตัวแทนประเทศไทย ในรายการแข่งขันรถยนต์ทางเรียบเสมือนจริง “Toyota Gazoo Racing GT Cup 2021 Thailand” เพื่อเป็นตัวแทนประเทศไทย เข้าร่วมแข่งขันระดับเอเซียแปซิฟิค ณ Toyota Driving Experience Park บางนา กม.3 บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด มีนโยบายส่งเสริม และสนับสนุนการกีฬาของประเทศอย่างต่อเนื่อง ทั้งในรูปแบบของการสนับสนุนนักกีฬา ตั้งแต่ระดับเยาวชนต่อเนื่องไปจนถึงนักกีฬาระดับอาชีพ รวมไปถึงการเป็นผู้จัดการแข่งขัน และหนึ่งในนั้นคือกีฬา Motor Sport ที่โตโยต้าเป็นผู้บุกเบิกในประเทศไทย มากว่า 35 ปี ด้วยวัตถุประสงค์ในการสร้างประสบการณ์อันสนุกสนาน ให้แก่ผู้รักกีฬา Motor Sport พร้อมความมุ่งมั่นที่จะยกระดับวงการ Motor Sport ของไทยให้เป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลาย ส่งผลให้ก้าวขึ้นเป็นผู้นำในวงการ Motor Sport ของไทยได้อย่างแท้จริง คุณสุรศักดิ์ สุทองวัน กล่าวว่า “โตโยต้ามีความเกี่ยวข้องกับกีฬามอเตอร์สปอร์ตมาอย่างยาวนาน โดยถือเป็นส่วนหนึ่งของปรัชญาโตโยต้าทั่วโลกในการ “พัฒนายนตรกรรมที่ดียิ่งกว่า” ตามแนวคิดที่ว่า “ถนนฝึกฝนคน และคนสร้างรถ” หรือ “Roads build people, and people build cars” จากแนวคิดดังกล่าวของ Toyota Gazoo Racing ได้เปิดมุมมองในการผลิตรถยนต์ให้เหนือความคาดหวังของลูกค้า ซึ่งความคิดริเริ่มนี้ได้รับการถ่ายทอดมาจาก DNA ของมอเตอร์สปอร์ตเพื่อส่งต่อไปยังการพัฒนารถยนต์รุ่นพิเศษ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในรุ่น GR Series ในวันนี้โตโยต้าได้ต่อยอดความสำเร็จสู่วงการ e-Motorsports เพื่อตอบรับกับการเปลี่ยนแปลงของเทรนด์โลก พร้อมเปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่ ผู้มีความชื่นชอบในกีฬาแข่งรถ ได้สัมผัสประสบการณ์อันตื่นเต้น เร้าใจ กับความท้าทายใหม่ๆ ในโลกเสมือนจริง ภายใต้กิจกรรม e-Motorsports ของ ผ่านการแข่งขัน Toyota Gazoo Racing GT Cup 2021 ในเกม Gran Turismo Sport บน Play Station 4 และ 5 ด้วยการทดสอบสมรรถนะ ความสมดุล และความคล่องตัวของรถ Toyota GR ในหลากหลายรุ่น อาทิ รถสปอร์ตในตำนาน Toyota GR Supra หรือ รถสปอร์ตสายพันธุ์แชมป์แรลลี่โลก Toyota GR Yaris จนสามารถหานักแข่งที่ทำคะแนนสะสมได้สูงสุด 3 คน เป็นตัวแทนประเทศไทย เข้าร่วมการแข่งขันระดับ Asia pacific ในเดือนตุลาคม พร้อมรับเงินรางวัลพิเศษ รวมมูลค่าทั้งสิ้นกว่า 60,000 บาท” การแข่งขัน e-Motorsports ถือเป็นหนึ่งในเสาหลักของ Toyota Gazoo Racing ซึ่งนำความเร้าใจมาสู่ผู้ที่ชื่นชอบรถและความตื่นเต้นให้กับผู้คนที่มองหาความท้าทายใหม่ๆ ในโลกเสมือนจริง และยังเป็นการสร้างประสบการณ์ และการเรียนรู้แบบ Real time จากกิจกรรม Motor sport ของ TOYOTA GAZOO Racing ผ่านระบบออนไลน์ สำหรับการแข่งขันในรอบชิงชนะเลิศระดับประเทศ คือการแข่งขันในรูปแบบ One Make Race ในเกมส์ Gran Turismo Sport ของเครื่องPlayStation 4 และ 5 ซึ่งการแข่งขันชิงแชมป์ระดับประเทศนั้น จัดขึ้นใน 8 ประเทศ ได้แก่ ไทย ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ อินเดียมาเลเซีย รวมถึง 3 ประเทศใหม่ที่เข้าร่วมแข่งขันในปีนี้ คือ เกาหลีใต้ อินโดนีเซีย และพม่า โดยผู้ที่ผ่านรอบคัดเลือกในระดับประเทศ จะได้สิทธิ์เข้าร่วมการแข่งขันในระดับ Asia Pacific และระดับโลกในลำดับต่อไป สำหรับรายการ GR Supra GT Cup ถือเป็นรายการแข่งขันที่เฟ้นหานักแข่งรถในโลกเสมือนจริงที่มีฝีมือดีที่สุด รวมถึงยังเป็นรายการที่ได้รับความนิยมจากแฟนมอเตอร์สปอร์ต และ Gamer ตัวยงจากทั่วโลก มารวมตัวกันเพื่อสัมผัสประสบการณ์การแข่งขันรถยนต์กับโตโยต้าซึ่งในปีที่ผ่านมามีผู้เข้าชมการแข่งขันจากทั่วโลกกว่า 2.7 ล้านครั้ง ผลการแข่งขันกีฬา e-Motrorsports รอบคัดเลือกตัวแทนประเทศไทย…
ตลาดรถยนต์สิงหาคมอยู่ในช่วง Low season ยอดลดลง 38.8%
ตลาดรถยนต์เดือนสิงหาคม 2564 มีปริมาณการขาย 42,176 คัน ลดลง 38.8% โดยตลาดรถยนต์นั่งมีอัตราการเติบโตลดลง 35% ตลาดรถยนต์เพื่อการพาณิชย์มีอัตราการเติบโตลดลง 40.5% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมาสืบเนื่องจากความวิตกกังวลต่อภาวะการระบาดของไวรัส COVID-19 ซึ่งเป็นการระบาดของสายพันธุ์ Delta ที่แพร่กระจายได้เร็วกว่าสายพันธุ์เดิม โดยจำนวนผู้ติดเชื้อรายวันเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้ศูนย์บริหารสถานการณ์การโควิด-19 (ศบค.)ขยายพื้นที่ควบคุมสูงสุดและเข้มงวดมากขึ้น เพื่อควบคุมการระบาดของไวรัส COVID-19 ด้วยเหตุนี้จึงส่งผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตของประชาชน และภาคธุรกิจต่างๆ ส่งผลให้ผูบริโภคส่วนใหญ่มีความวิตกกังวลต่อสถานการณ์ภายในประเทศและรัดกุมเรื่องการใช้จ่ายมากยิ่งขึ้น ประกอบกับช่วงฤดูฝนซึ่งเป็นช่วง Low season ที่เป็นอุปสรรคสำคัญในการขายรถยนต์อีกด้วย ตลาดรถยนต์ในเดือนกันยายนมีแนวโน้มดีขึ้น เนื่องจากความกังวลต่อสถานการณ์การระบาดของไวรัส COVID-19 รวมทั้งการออกมาตรการควบคุมการระบาดของไวรัส COVID-19 เป็นปัจจัยสำคัญที่กระทบต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจให้ต้องชะลอ หรือเลื่อนกำหนดการออกไป รวมไปถึงสถานการณ์น้ำท่วมที่เกิดขึ้นในหลายจังหวัดทำให้ประชาชนเดือดร้อนด้วยหลายเหตุปัจจัยต่างๆ ส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของผู้บริโภคที่มีต่อเศรษฐกิจโดยรวม และกระทบความสามารถในการซื้อรถยนต์ของลูกค้าด้วยเช่นกัน อย่างไรก็ดียังมีความหวังว่าสถานการณ์ต่างๆ จะฟื้นตัวดีขึ้นจากความพยายามของภาครัฐในการแก้ไขปัญหา และการประกาศผ่อนคลายมาตรการล็อคดาวน์ที่จะเริ่มตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน 2564 รวมทั้งมาตรการทางเศรษฐกิจ ที่จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน กระตุ้นเศรษฐกิจ สร้างกำลังซื้อของผู้บริโภคให้ฟื้นคืนกลับมาโดยเร็ว คุณสุรศักดิ์ สุทองวัน รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด รายงานสถิติการขายรถยนต์ประจำเดือนสิงหาคม 2564 ชะลอตัวทุกเซ็กเมนท์ในช่วง Low Season โดยมียอดขายรวมทั้งสิ้น 42,176 คันลดลง 38.8%ประกอบด้วย รถยนต์นั่ง 13,845 คัน ลดลง 35% รถยนต์เพื่อการพาณิชย์ 28,331 คัน ลดลง 40.5% ขณะที่ รถกระบะขนาด 1 ตัน ในเซกเมนท์นี้ มีจำนวน 21,875 คัน ลดลง 40.9% ปริมาณการจำหน่ายรถยนต์ เดือนสิงหาคม 2564 1.ตลาดรถยนต์รวม ปริมาณการขาย 42,176 คัน ลดลง 38.8% อันดับที่ 1 โตโยต้า 12,364 คัน ลดลง 42.8% ส่วนแบ่งตลาด 29.3% อันดับที่ 2 อีซูซุ 11,035 คัน ลดลง 33.4% ส่วนแบ่งตลาด 26.2% อันดับที่ 3 ฮอนด้า 5,345 คัน ลดลง 37.9% ส่วนแบ่งตลาด 12.7% 2.ตลาดรถยนต์นั่ง ปริมาณการขาย 13,845 คัน ลดลง 35% อันดับที่ 1 ฮอนด้า 4,906 คัน ลดลง 30.9% ส่วนแบ่งตลาด 35.4% อันดับที่ 2 โตโยต้า 3,694 คัน ลดลง 30.0% ส่วนแบ่งตลาด 26.7% อันดับที่ 3 มาสด้า 1,061 คัน ลดลง 49.6% ส่วนแบ่งตลาด 7.7% 3.ตลาดรถเพื่อการพาณิชย์ ปริมาณการขาย 28,331 คัน ลดลง 40.5% อันดับที่ 1 อีซูซุ 11,035 คัน ลดลง 33.4% ส่วนแบ่งตลาด 39.0% อันดับที่ 2 โตโยต้า 8,670 คัน ลดลง 46.9% ส่วนแบ่งตลาด 30.6% อันดับที่ 3 ฟอร์ด 2,012 คัน ลดลง 23.3% ส่วนแบ่งตลาด 7.1% 4.ตลาดรถกระบะขนาด 1 ตัน (Pure Pick up และ รถกระบะดัดแปลง PPV*) ปริมาณการขาย 21,875 คัน ลดลง 40.9% อันดับที่ 1 อีซูซุ 9,638 คัน ลดลง 36.9% ส่วนแบ่งตลาด 44.1% อันดับที่ 2 โตโยต้า 7,754 คัน ลดลง 42.8% ส่วนแบ่งตลาด 35.4% อันดับที่ 3 ฟอร์ด 2,012 คัน ลดลง 23.3% ส่วนแบ่งตลาด 9.2% ปริมาณการขายรถกระบะดัดแปลง (ในตลาดรถกระบะขนาด 1 ตัน) 2,487 คัน โตโยต้า 1,114 คัน – อีซูซุ 687 คัน – มิตซูบิชิ 278 คัน – ฟอร์ด 250 คัน – นิสสัน 158 คัน 5.ตลาดรถกระบะ Pure Pick up ปริมาณการขาย 19,388 คัน ลดลง 41.7% อันดับที่ 1 อีซูซุ 8,951 คัน ลดลง 39.8% ส่วนแบ่งตลาด 46.2% อันดับที่ 2 โตโยต้า 6,640 คัน ลดลง 43.8% ส่วนแบ่งตลาด 34.2% อันดับที่ 3 ฟอร์ด 1,762 คัน ลดลง 15.7% ส่วนแบ่งตลาด 9.1% สถิติการจำหน่ายรถยนต์ เดือนมกราคม – สิงหาคม 2564 1.ตลาดรถยนต์รวม ปริมาณการขาย 467,809 คัน เพิ่มขึ้น 2.4% อันดับที่ 1 โตโยต้า 146,589 คัน เพิ่มขึ้น 9.9% ส่วนแบ่งตลาด 31.3% อันดับที่ 2 อีซูซุ 117,880 คัน เพิ่มขึ้น 9.1% ส่วนแบ่งตลาด 25.2% อันดับที่ 3 ฮอนด้า 55,018 คัน ลดลง 1.7% ส่วนแบ่งตลาด 11.8% 2.ตลาดรถยนต์นั่ง ปริมาณการขาย 150,885 คัน ลดลง 5.4% อันดับที่ 1 ฮอนด้า 47,557 คัน เพิ่มขึ้น 1.5% ส่วนแบ่งตลาด 31.5% อันดับที่ 2 โตโยต้า 37,864 คัน ลดลง 5.9% ส่วนแบ่งตลาด 25.1% อันดับที่ 3 มาสด้า 13,235 คัน ลดลง 9.4% ส่วนแบ่งตลาด 8.8% 3.ตลาดรถเพื่อการพาณิชย์ ปริมาณการขาย 316,924 คัน เพิ่มขึ้น 6.6% อันดับที่ 1 อีซูซุ 117,880 คัน เพิ่มขึ้น 9.1% ส่วนแบ่งตลาด 37.2% อันดับที่ 2 โตโยต้า 108,725 คัน เพิ่มขึ้น 16.7% ส่วนแบ่งตลาด 34.3% อันดับที่ 3 ฟอร์ด 20,429 คัน เพิ่มขึ้น 24.1% ส่วนแบ่งตลาด 6.4% 4.ตลาดรถกระบะขนาด 1 ตัน (Pure Pick up และ PPV) ปริมาณการขาย 246,625 คัน เพิ่มขึ้น4.4% อันดับที่ 1 อีซูซุ 107,060 คัน เพิ่มขึ้น 6.9% ส่วนแบ่งตลาด 43.4% อันดับที่ 2 โตโยต้า 92,458 คัน เพิ่มขึ้น 15.2% ส่วนแบ่งตลาด 37.5% อันดับที่ 3 ฟอร์ด 20,429 คัน เพิ่มขึ้น 24.1% ส่วนแบ่งตลาด 8.3% ปริมาณการขายรถกระบะดัดแปลง (ในตลาดรถกระบะขนาด 1 ตัน) 33,123 คัน โตโยต้า 14,525 คัน – อีซูซุ 11,022 คัน – มิตซูบิชิ 4,204 คัน – ฟอร์ด 3,015 คัน – นิสสัน 357 คัน 5.ตลาดรถกระบะ Pure Pick up ปริมาณการขาย 213,502 คัน เพิ่มขึ้น 0.5% อันดับที่ 1 อีซูซุ 96,038 คัน ลดลง 0.3% ส่วนแบ่งตลาด 45.0% อันดับที่ 2 โตโยต้า 77,933 คัน เพิ่มขึ้น 9.9% ส่วนแบ่งตลาด 36.5% อันดับที่ 3 ฟอร์ด 17,414 คัน เพิ่มขึ้น 30.0% ส่วนแบ่งตลาด 8.2% …
YAMAHA โปรแรง….กับของมันต้องมี
YAMAHA MT-07 ควงคู่ YAMAHA TMAX #MT07 #TMAX #Yamaha #YamahaRidersclub #Yamahasocity #Naked #scooter #Bigscooter ??????
เหตุผลที่ มิตซูบิชิ แอททราจ และมิราจ เป็นซิตี้คาร์ที่เหมาะสำหรับไลฟ์สไตล์ในยุคชีวิตวิถีใหม่
นับจากการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ทำให้การใช้ชีวิต การทำงาน และการเดินทางสัญจรของเราไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป การดำเนินชีวิตทั้งหมดของเรามีการเปลี่ยนแปลงไปสู่สิ่งที่เราเรียกว่า ‘ความปกติใหม่’ หรือ ‘New Normal’ เราต้องเพิ่มการป้องกันตนเองในด้านสุขอนามัย และการเว้นระยะห่างทางสังคมเมื่ออยู่ในพื้นที่สาธารณะ พร้อมความเปลี่ยนแปลงในด้านการเดินทางสัญจร ที่ต้องหลีกเลี่ยงจากระบบขนส่งมวลชนที่ผู้ใช้บริการอย่างแออัด จึงส่งผลให้การเดินทางด้วยรถยนต์ส่วนบุคคลมีความจำเป็นและสำคัญเพิ่มมากขึ้น และนี่คือ 5 เหตุผลที่ยืนยันว่าเพราะเหตุใด มิตซูบิชิ แอททราจ และมิราจ จึงเป็นซิตี้คาร์ที่เหมาะสำหรับไลฟ์สไตล์ยุคใหม่ในช่วงเวลาแบบชีวิตวิถีใหม่นี้ 1.การเดินทางที่เหมาะสมในยุค ‘ชีวิตวิถีใหม่’ ถึงแม้ตลาดรถยนต์ในประเทศไทยมีแนวโน้มที่ชะลอตัว แต่การเดินทางด้วยรถยนต์ส่วนบุคคลกลับมีความสำคัญมากขึ้นเนื่องจากมีความปลอดภัยและเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดในยุค ‘ชีวิตวิถีใหม่’ ที่ผู้คนต่างต้องรักษาระยะห่างทางสังคม เพื่อตอบสนองความต้องการรถยนต์ส่วนบุคคลที่เพิ่มสูงขึ้น มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย จึงขอแนะนำวิธีการเดินทางที่ชาญฉลาด ปลอดภัย และคุ้มค่าด้วย มิตซูบิชิ แอททราจ และมิราจ รถยนต์ซิตี้คาร์ที่ช่วยสร้างแรงบันดาลใจให้แก่คนเมืองในทุกช่วงอายุที่กำลังมองหาวิธีการเดินทางที่สะดวกสบายและคุ้มค่า มิตซูบิชิ แอททราจ และมิราจ ได้รับการออกแบบให้ตัวรถมีขนาดรถที่พอเหมาะสม มีความคล่องตัว และยังเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ด้วยเครื่องยนต์เบนซินขนาด 1.2 ลิตร DOHC พร้อมระบบวาล์วแปรผัน MIVEC ที่ให้ความประหยัดและมีประสิทธิภาพสูงสุด 2.ครบครันด้วยสมาร์ทฟังก์ชั่นและเทคโนโลยีความปลอดภัยที่ทันสมัย มิตซูบิชิ แอททราจ และมิราจ โดดเด่นด้วยฟังก์ชั่นอำนวยความสะดวกที่ครบครันสำหรับการใช้งานในชีวิตประจำวันและการเดินทางท่องเที่ยวในช่วงสุดสัปดาห์ ซิตี้คาร์ทั้งสองรุ่นมาพร้อมกับหน้าจอระบบสัมผัส Smartphone – Link Display Audio (SDA) ขนาด 7 นิ้ว ใหม่ ที่สามารถเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนและรองรับระบบแอปเปิล คาร์เพลย์ พร้อมระบบสั่งการด้วยเสียง Siri และการเชื่อมต่อด้วยระบบบลูทูธ มิตซูบิชิ แอททราจ และมิราจ ยังครบครันและสะดวกสบายด้วยอุปกรณ์อำนวยความสะดวกมากมายเทียบเท่ากับรถซีดานระดับบน อาทิ ระบบล็อกความเร็วบนพวงมาลัย ระบบปรับอากาศอัตโนมัติ ระบบกุญแจอัจฉริยะ KOS พร้อมปุ่มสตาร์ทเครื่องยนต์ กล้องมองภาพหลังขณะถอยจอด กระจกมองหลังตัดแสงอัตโนมัติ และระบบไฟหน้าอัตโนมัติ มิตซูบิชิแอททราจ และมิราจ ครบครันด้วยเทคโนโลยีระบบความปลอดภัยที่ทันสมัย ได้แก่ ระบบเตือนการชนด้านหน้าตรงพร้อมระบบช่วยชะลอความเร็ว (FCM-LS) ระบบตัดกำลังเครื่องยนต์ชั่วขณะเมื่อเหยียบคันเร่งอย่างรุนแรงและรวดเร็วเฉพาะด้านหน้า (RMS-Forward) ระบบช่วยออกตัวบนทางลาดชัน (HSA) ระบบควบคุมเสถียรภาพการทรงตัว (ASC) และระบบป้องกันการลื่นไถล (TCL) มิตซูบิชิ แอททราจ และมิราจ มาพร้อมกับถุงลมนิรภัยคู่หน้าสำหรับผู้ขับขี่และผู้โดยสารตอนหน้ารวมถึงระบบป้องกันล้อล็อกขณะเบรก (ABS) พร้อมระบบกระจายแรงดันน้ำมันเบรกอิเล็กทรอนิกส์ (EBD) และระบบเสริมแรงเบรก (BA) ซึ่งทำงานประสานกันเพื่อมอบความมั่นใจให้ผู้ขับขี่บนทุกเส้นทาง รถยนต์ทั้งสองรุ่นยังติดตั้งระบบไฟกะพริบฉุกเฉินอัตโนมัติขณะเบรกกะทันหัน (ESS) อีกด้วย 3.มั่นใจได้ทุกการขับขี่ รถยนต์ทุกรุ่นของ มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย มาพร้อมกับความมั่นใจทั้งในด้านคุณภาพ และค่าใช้จ่ายด้านบริการหลังการขายที่เหมาะสมภายใต้สโลแกน ‘เราดูแล คุณแค่ขับ’ ที่พร้อมให้บริการแก่ลูกค้าด้วยผู้จำหน่ายทั่วประเทศกว่า 240 แห่ง ด้วยการให้บริการที่ได้มาตรฐาน คุณภาพอะไหล่แท้ ให้บริการด้วยเจ้าหน้าที่ผู้เชี่ยวชาญและผ่านการฝึกอบรม ตลอดจนความสะดวกสบายในการเข้ารับบริการด้วยเครือข่ายผู้จำหน่ายที่ครอบคลุมทั่วทั้งประเทศ พร้อมกันนี้ลูกค้ายังจะได้รับแพ็คเกจบริการหลังการขาย ‘Mitsubishi Service Package’ประกอบด้วย ฟรีค่าบริการเช็คระยะ 5 ปี และฟรีบริการช่วยเหลือฉุกเฉิน 5 ปี โดยบริษัทฯ พร้อมยกระดับมาตรฐานการให้บริการหลังการขายเพิ่มขึ้นด้วยการมอบการรับประกัน 5 ปี และฟรีค่าแรงอีก 5 ปี ให้เป็นการรับประกันมาตรฐาน หรือมั่นใจยิ่งขึ้นด้วยออฟชั่นพิเศษ โปรแกรมขยายการรับประกันคุณภาพ Warranty Plus นานสูงสุดรวม 7 ปี เพื่อช่วยเพิ่มความมั่นใจให้แก่ลูกค้ามากยิ่งขึ้นด้วยค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาที่ไม่แพง และราคาขายต่อที่เหมาะสม 4.รางวัลการันตีความสำเร็จ มิตซูบิชิ แอททราจ และมิราจ สามารถคว้ารางวัล รถยนต์อีโคคาร์ 4 ประตู ราคาคุ้มค่ายอดเยี่ยม และรางวัล รถยนต์อีโคคาร์ ประหยัดน้ำมันยอดเยี่ยม ตามลำดับ โดยรถยนต์ซิตี้คาร์ทั้งสองรุ่นยังคงครองตำแหน่งรถยนต์ที่ได้รับรางวัลดังกล่าวมากที่สุดในเซกเมนต์จากการประกวดรถยนต์ยอดเยี่ยมแห่งปีที่จัดขึ้นโดย บริษัทกรังด์ปรีซ์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) ซึ่งถือเป็นหนึ่งในเจ็ดรางวัลรถยอดเยี่ยมแห่งปี 2564 ที่ มิตซูบิชิ มอเตอร์สประเทศไทย ได้รับในปี 2564 นี้ ซึ่งครอบคลุมรถยนต์ทุกรุ่นที่จำหน่ายในประเทศไทย สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของบริษัทฯ ที่มุ่งมั่นนำเสนอรถยนต์ที่ดีที่สุดให้แก่ลูกค้าชาวไทย ทั้งในด้านสมรรถนะ ความปลอดภัย และคุณภาพ 5.ร่วมกันช่วยเหลือสังคมของพวกเรา ลูกค้าสามารถเลือกซื้อรถยนต์ มิตซูบิชิ ซิตี้คาร์ เพื่อการเดินทางที่คุ้มค่าพร้อมมีส่วนร่วมในการช่วยเหลือสังคม เนื่องในโอกาสฉลองการดำเนินธุรกิจในประเทศไทยครบ 60 ปี ของ มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย ลูกค้าทุกท่านสามารถมีส่วนร่วมในการพัฒนาชุมชนของเราในแบบที่ยั่งยืน ด้วยการซื้อรถยนต์ มิตซูบิชิแอททราจ และมิราจ ‘สเปเชียล เอดิชั่น’ โดยบริษัทฯ จะบริจาคเงินจำนวน 2,000 บาทต่อคัน เพื่อร่วมบริจาคเงินให้แก่องค์กรการกุศลต่างๆ ตามปณิธาน 3 หัวข้อหลัก ได้แก่ ด้านการศึกษา ด้านสิ่งแวดล้อม ด้านสุขอนามัยและความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นของคนไทย มิตซูบิชิ แอททราจ และมิราจ ยังคงมอบประสบการณ์การขับขี่ที่ยอดเยี่ยมและตอบโจทย์ทุกการใช้งานด้วยคุณสมบัติที่เหนือกว่าและครบครันทั้งในด้านเทคโนโลยีระบบความปลอดภัย อุปกรณ์อำนวยความสะดวก พร้อมด้วยความมั่นใจในการขับขี่และยังเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม โดยรถยนต์ซิตี้คาร์ทั้งสองรุ่นนี้ยังได้ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อช่วยสร้างแรงบันดาลใจและร่วมค้นหาความสำเร็จใหม่ๆ ภายใต้แนวคิดแบรนด์ระดับโลก ‘Drive your Ambition’ มิตซูบิชิ มอเตอร์สประเทศไทย ขอนำเสนอรถยนต์ซิตี้คาร์ทั้ง มิตซูบิชิ แอททราจ และมิราจ รุ่นต่างๆ ดังนี้ ราคาจำหน่ายของมิตซูบิชิ แอททราจ มิตซูบิชิ แอททราจ ACTIVE (M/T) 494,000 บาท มิตซูบิชิ แอททราจ ACTIVE 529,000 บาท มิตซูบิชิ แอททราจ Special Edition 543,000 บาท มิตซูบิชิ แอททราจ SMART 584,000 บาท ราคาจำหน่ายของมิตซูบิชิ มิราจ มิตซูบิชิ มิราจ ACTIVE (M/T) 474,000 บาท มิตซูบิชิ มิราจ ACTIVE 509,000 บาท มิตซูบิชิ มิราจ Special Edition 523,000 บาท มิตซูบิชิ มิราจ SMART 579,000 บาท
Mobil℠ Fleet Care
บริษัท เอสโซ่ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) เปิดตัวโปรแกรมระบบบริหาร ฟลีท Mobil℠ Fleet Care (MFC) พิเศษสำหรับลูกค้าผลิตภัณฑ์น้ำมันหล่อลื่นโมบิลแล้ววันนี้ เพื่อตอบโจทย์ผู้ประกอบการธุรกิจฟลีทด้วยข้อมูลที่ครอบคลุม ทั้งในด้านประสิทธิภาพการซ่อมบำรุงที่ตรงเวลา และ เพื่อช่วยเพิ่มผลกำไรอีกด้วย คุณแยป เพ็ง อัน ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายขาย ผลิตภัณฑ์น้ำมันหล่อลื่นประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กล่าวว่า “การเปิดตัวโปรแกรม Mobil℠ Fleet Care คือส่วนหนึ่งของคำมั่นสัญญาของเราในอุตสาหกรรมการขนส่งในหลายประเทศเพราะเราเข้าใจถึงปัญหาที่ผู้ประกอบการรถฟลีทพบเจอในแต่ละวัน ไม่ว่าจะเป็นค่าใช้จ่ายที่สูงขึ้น ประสิทธิภาพการทำงานของรถฟลีท และความปลอดภัยของคนขับ ดังนั้นเราจึงออกแบบโปรแกรมนี้ขึ้นโดยมีเป้าหมายเพื่อมอบระบบบริหารฟลีทที่ครบวงจร ทั้งด้านผลิตภัณฑ์และบริการที่ตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้า และช่วยในการบริหารจัดการประสิทธิภาพและธุรกิจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงเวลาที่หลายประเทศพบเจอวิกฤติจากโรคระบาด ที่เอ็กซอนโมบิล ลูกค้าคือหัวใจหลักของเรา เราจึงมุ่งมั่นที่จะพัฒนาโปรแกรม อย่างรวดเร็วเพื่อช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถดูแลธุรกิจฟลีทอย่างครอบคลุมในโปรแกรมเดียว สามารถตอบโจทย์ความต้องการของอุตสาหกรรมการขนส่งในประเทศได้ นอกจากนั้น จากประสบการณ์อันยาวนาน พร้อมทั้งความร่วมมือของพาร์ทเนอร์ทางธุรกิจ เราจึงสามารถมอบระบบที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการใช้รถฟลีท เพิ่มผลกำไรและเพิ่มการบริหารจัดการคนขับรถได้ดียิ่งขึ้น” โปรแกรม Mobil℠ Fleet Care เปิดตัวแล้วในประเทศมาเลเซีย สิงคโปร์ และไทย โดยคาดว่าจะขยายการใช้โปรแกรมในอนาคตไปยังประเทศอื่นๆในภูมิภาค โดย Mobil℠ Fleet Care เป็นโปรแกรมพิเศษสำหรับผู้ประกอบการที่ซื้อผลิตภัณฑ์น้ำมันหล่อลื่นโมบิลจากผู้แทนจำหน่ายโมบิลอย่างเป็นทางการเท่านั้น สอบถามรายละเอียด และข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับโปรแกรม Mobil℠ Fleet Care ได้ที่ http://mobil.com/fleet-care-asean
จีที-อาร์ซูเปอร์สปอร์ตคาร์
นิสสัน กรุงไทย ส่งมอบรถยนต์ระดับตำนานอย่างนิสสัน จีที-อาร์ ผู้ชื่นชอบในความเป็นซูเปอร์สปอร์ตคาร์ ที่มาจากงานวิศวกรรมยานยนต์ชั้นสูง และมีสมรรถนะระดับแนวหน้าเช่นเดียวกับซูเปอร์คาร์ นิสสัน จีที-อาร์ ผลิตด้วยความพิถีพิถันโดยวิศวกรผู้ชำนาญการโดยเฉพาะ และผู้จำหน่ายซูเปอร์สปอร์ตคาร์ของนิสสันอย่างเป็นทางการ จะต้องผ่านมาตรฐานการฝึกอบรมพิเศษเพื่อดูแลรถยนต์สมรรถสูงตลอดอายุการใช้งานเท่านั้น คุณสมิทธ์ จุฑานุกาล ลูกค้านิสสัน จีที–อาร์ ของนิสสัน กรุงไทย มั่นใจการเป็นผู้จำหน่าย และบริการของ NHPC อย่างเป็นทางการ ในวันส่งมอบรถ ณ นิสสัน กรุงไทย รามอินทรา กม.4 ซึ่งเป็นผู้ประกอบการธุรกิจนำเข้า และจำหน่ายนาฬิกาไฮเอน และเชี่ยวชาญในการดูแลงานฝีมือระดับมาสเตอร์พีซ เล่าถึงความชื่นชอบใน จีที-อาร์ ว่า “ผมและครอบครัวชื่นชอบ จีที-อาร์ มานานแล้ว โดยเฉพาะเรื่องของสมรรถนะที่ทำให้ประสบการณ์การขับขี่เร้าใจ ถึงแม้ดีไซน์ทั้งภายนอกและภายในจะเน้นที่ความสปอร์ต และความปลอดภัย แต่ก็ยังขับ ใช้งานได้จริงในชีวิตประจำวันได้อย่างสบาย และที่สำคัญ จีที-อาร์ เปรียบเสมือนที่สุดของวิศวกรรมยานยนต์ของประเทศญี่ปุ่น มีกรรมวิธีการผลิตอย่างประณีตพิถีพิถัน และยังเป็นรถยนต์ซูเปอร์สปอร์ตคาร์ที่เกียรติประวัติและชื่อเสียงมาอย่างยาวนานทั้งจากวงการมอเตอร์สปอร์ต และกลุ่มคนรักรถยนต์สมรรถนะสูง”
