เมอร์เซเดส-เบนซ์ เสริมทัพรถยนต์ 2 รุ่นใหม่

การเพิ่มความแข็งแกร่งใน 2 เซกเมนต์ลักชัวรี กับการเปิดตัว C-Class ใหม่เวอร์ชันปลั๊กอินไฮบริด พร้อมด้วย Vito รถตู้พรีเมียมรุ่นใหม่ล่าสุด บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด รุกสองเซกเมนต์ในตลาดรถยนต์ลักชัวรีพร้อมกันด้วยการเปิดตัว “Mercedes-Benz C 350 e AMG Dynamic” เวอร์ชันใหม่แบบปลั๊กอินไฮบริดของ The new C-Class โฉมปัจจุบันที่ถูกใจแฟนเมอร์เซเดส-เบนซ์รุ่นใหม่มาอย่างต่อเนื่อง และ “Mercedes-Benz Vito 119 CDI Tourer Select” รถตู้อเนกประสงค์สำหรับผู้บริหารยังเจนที่ตอบทุกโจทย์การใช้งานทั้งในวันทำงานและวันหยุด โดยทั้งสองรุ่นมีวางจำหน่ายที่ผู้จำหน่ายเมอร์เซเดส-เบนซ์อย่างเป็นทางการทั่วประเทศตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป มร.โรลันด์ โฟลเกอร์ ประธานบริหาร บริษัท เมอร์เซเดส–เบนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “หลังจากที่เมอร์เซเดส-เบนซ์ได้แนะนำ The new Mercedes-Benz C-Class รุ่นเครื่องยนต์ดีเซลออกมาเป็นคันแรกในช่วงไตรมาสแรกของปีนี้ และได้รับเสียงตอบรับที่ดีเยี่ยมเช่นเคย วันนี้เราพร้อมแล้วที่จะนำเสนออีกหนึ่งเวอร์ชันใหม่ของรถยนต์ที่ได้รับความนิยมสูงที่สุดรุ่นหนึ่งของเมอร์เซเดส-เบนซ์ในประเทศไทยคันนี้ กับ Mercedes-Benz C 350 e AMG Dynamic รุ่นปลั๊กอินไฮบริดใหม่ที่ผสานขุมพลังเบนซินกับพลังไฟฟ้าจากแบตเตอรี่เจเนอเรชันที่ 4 ให้สมรรถนะการขับขี่ที่เร้าใจในทุกสภาพถนน ทั้งยังประหยัดพลังงานและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น เพราะผู้ขับขี่สามารถเลือกขับด้วยพลังไฟฟ้าเพียงอย่างเดียวได้ไกลถึง 100 กิโลเมตร เท่านั้นยังไม่พอ วันนี้เมอร์เซเดส-เบนซ์ยัง  ขอแนะนำMercedes-Benz Vito 119 CDI Tourer Select ใหม่ ที่สุดแห่งความหรูหราในแบบฉบับอเนกประสงค์ของรถตู้ระดับพรีเมียมจากเมอร์เซเดส-เบนซ์ที่สามารถจุผู้โดยสารได้สูงสุดถึง 11 ที่นั่ง ตอบโจทย์ทั้งสำหรับผู้บริหารรุ่นใหม่ที่ต้องการความกว้างขวางสะดวกสบายในวันทำงาน และการเป็นรถยนต์สำหรับการใช้งานได้อีกหลายรูปแบบในวันหยุดหรือในทุกวันที่ต้องการ การเปิดตัวรถยนต์ทั้งสองรุ่นในวันนี้ เมอร์เซเดส-เบนซ์มั่นใจว่า จะได้รับการตอบรับที่ดีจากลูกค้ารุ่นใหม่ที่สัมผัสได้ถึงจุดเด่นที่ตอบโจทย์ความต้องการของพวกเขา และช่วยเพิ่มส่วนแบ่งการตลาดในทั้งสองเซกเมนต์ในตลาดรถยนต์ลักชัวรีของเมอร์เซเดส-เบนซ์ให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น” “Mercedes-Benz C 350 e AMG Dynamic” คือรถยนต์ปลั๊กอินไฮบริดรุ่นใหม่ในรุ่น C-Class ที่มาพร้อมสมรรถนะการขับขี่สุดเร้าใจ ด้วยขุมพลังของเครื่องยนต์เบนซินขนาด 1,999 ซีซี ผสานกับมอเตอร์ไฟฟ้าที่อาศัยพลังงานจากแบตเตอรี่ขนาด 25.4 kWh ที่ได้รับการพัฒนาขึ้นใหม่เป็น เจเนอเรชันที่ 4 ให้กำลังสูงสุด 313 แรงม้า และแรงบิดสูงสุด 550 นิวตันเมตร โดยรถยนต์ปลั๊กอินไฮบริดคันนี้สามารถขับขี่ด้วยพลังไฟฟ้าเพียงอย่างเดียวได้ไกลถึง 100 กิโลเมตร และทำความเร็วสูงสุดจากการขับขี่ด้วยพลังไฟฟ้าได้ถึง 140 กิโลเมตร/ชั่วโมง ในการชาร์จพลังงานไฟฟ้าหากเป็นการชาร์จด้วยไฟฟ้ากระแสตรง (DC charger) จะใช้เวลาเพียง 30 นาทีก็สามารถชาร์จได้เต็ม 100% ส่วน การชาร์จด้วยไฟฟ้ากระแสสลับ (AC charger) จะใช้เวลาราว 2 ชั่วโมง ซึ่งด้วยความสะดวกในการเลือกใช้งานได้ทั้งสองระบบ ประกอบกับการชาร์จพลังไฟฟ้าด้วยเวลาไม่นาน หากเป็นการขับขี่ภายในเมือง ผู้ใช้สามารถใช้รถยนต์คันนี้ได้อย่างสะดวกสบายด้วยพลังงานไฟฟ้าเพียงอย่างเดียว รถยนต์คันนี้มาพร้อมรายละเอียดของการออกแบบที่มีเอกลักษณ์ด้วยดีไซน์ใหม่ในคอนเซ็ปต์ Sensual Purity ที่ให้สัมผัสที่ผสมผสานระหว่างความสปอร์ตและความหรูหรา ดีไซน์ภายนอกโดดเด่นด้วยรูปลักษณ์แบบสปอร์ตและขนาดตัวรถที่กว้างขึ้นในทุกมิติ จึงช่วยมอบความสะดวกสบายในการเดินทางมากยิ่งขึ้น ส่วนดีไซน์ภายในก้าวไปอีกขั้นกับการตกแต่งที่ถอดแบบมาจากรุ่น S-Class ทั้งหน้าจอ LCD ความละเอียดสูง การปรับรูปแบบการแสดงผลได้ 3 แบบ พวงมาลัยมัลติฟังก์ชัน 3 ก้านหุ้มด้วยหนัง คอนโซลกลางดีไซน์ใหม่พร้อม จอสัมผัสแนวตั้งขนาดใหญ่11.9 นิ้วที่เบี่ยงเป็นมุมเฉียงมายังผู้ขับขี่เล็กน้อย ทั้งยังมาพร้อมระบบความปลอดภัยและมาตรฐานของเทคโนโลยีใหม่ ๆ ที่ได้รับการยกระดับขึ้นอีกขั้น Mercedes-Benz C 350 e AMG Dynamic วางจำหน่ายในราคา 3,350,000 บาท “Mercedes-Benz Vito 119 CDI Tourer Select” ใหม่คือรถยนต์นั่งขนาด 11 ที่นั่งระดับพรีเมียมที่พร้อมตอบทุกช่วงเวลาแห่งความสุขของทุกคนในทุกเส้นทาง ด้วยขุมพลังของเครื่องยนต์ดีเซลแถวเรียง 4 สูบ ขนาด 1,950 ซีซี เจเนอเรชันล่าสุดที่ให้กำลังมากขึ้นทว่าให้อัตราสิ้นเปลืองที่ลดลง ขับเคลื่อนอย่างมีประสิทธิภาพด้วยชุดเกียร์อัตโนมัติ9G-Tronic มอบอัตราเร่งจาก 0-100 กิโลเมตร/ชั่วโมงที่ 9.6 วินาที และความเร็วสูงสุดที่ 205 กิโลเมตร/ชั่วโมงMercedes-Benz Vito ใหม่นำเสนอดีไซน์ภายนอกที่มีความโดดเด่นในทุกเส้นทาง ด้วยกระจังหน้าโครเมียมกับไฟหน้าแบบ LED Intelligent Light และล้ออัลลอย Multispoke ขนาด 17 นิ้ว พร้อมประตูบานเลื่อนซ้าย-ขวาที่ทำงานด้วยระบบไฟฟ้า ควบคุมการเปิด-ปิดด้วยรีโมทคอนโทรล ดีไซน์ภายในมีเอกลักษณ์กับห้องโดยสารกว้างขวางที่พร้อมเชื่อมต่อให้ทุกการทำงานของคุณลื่นไหลไม่มีสะดุด พร้อมความสะดวกสบายยิ่งขึ้นกับระบบควบคุมอุณหภูมิอัตโนมัติภายในห้องโดยสาร (Thermotronic) ขับเคลื่อนความสุขและความสัมพันธ์ที่แนบแน่นของทุกคนได้ตลอดการเดินทาง Mercedes-Benz Vito 119 CDI Tourer Select วางจำหน่ายในราคา 3,100,000 บาท  

 
Read More

ISUZU “THE ROCK”

อีซูซุเดินเกมรุก ตอกย้ำความเป็นผู้นำตลาดรถบรรทุกตัวจริง “อีซูซุ คิงออฟทรัคส์” ด้วยการเปิดตัวรถรุ่นใหม่! ล่าสุด ISUZU “THE ROCK” ลุยทุกความสำเร็จ TOUGH AS THE ROCK เสริมไลน์อัพให้แข็งแกร่งและสมบูรณ์ เหนือชั้นกว่าด้วยสมรรถนะและความสะดวกสบายในการขับขี่ ตอบโจทย์การใช้งานที่หลากหลาย ทั้งการบรรทุกหนักและธุรกิจขนส่งได้อย่างสมบูรณ์แบบ โดดเด่นด้วยดีไซน์ภายนอกใหม่! กระจังหน้าสีเงิน MATTE SILVER เสริมความเท่เต็มพิกัด ในแบบฉบับสุดยอดรถบรรทุกยุคใหม่ พร้อมสุดยอดเครื่องยนต์ซูเปอร์คอมมอลเรลทรงพลังที่ให้แรงบิดสูงถึง 1,324 นิวตัน-เมตร แบบ Flat Torque ให้กำลังต่อเนื่องที่รอบต่ำ ครบครันด้วยฟังก์ชั่นอำนวยความสะดวกที่มากกว่า ห้องโดยสารกว้างขวาง ขับสบายแม้เดินทางในระยะทางไกล ประหยัดน้ำมันดีเยี่ยม ตอบโจทย์ทุกความสำเร็จให้เจ้าของธุรกิจได้อย่างแท้จริง กลุ่มตรีเพชร โดย มร.ทาคาชิ ฮาตะ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ตรีเพชรอีซูซุเซลส์ จำกัด เผยว่า “จากสภาวะเศรษฐกิจไทยปี 2565 ในครึ่งปีแรกที่เริ่มฟื้นตัวขึ้น ส่งผลให้ตลาดรถบรรทุกขนาดใหญ่ โดยเฉพาะรุ่นสิบล้อหัวลาก และสิบล้อลากพ่วง มีอัตราเติบโตสูงขึ้นถึง 8.69% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมาอีซูซุในฐานะเจ้าตลาดรถเพื่อการพาณิชย์ของเมืองไทย จึงเดินเกมรุกอย่างต่อเนื่อง เปิดตัวรถบรรทุกรุ่นใหม่! ล่าสุด ISUZU “THE ROCK” ลุยทุกความสำเร็จ TOUGH AS THE ROCK ส่ง 2 โมเดลใหม่ ได้แก่ ISUZU THE ROCK รุ่น GXZ ราคาเริ่มต้น 3,250,000 บาท และ ISUZU THE ROCK รุ่น FXZ ราคาเริ่มต้น 3,180,000 บาท ตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าเพิ่มขึ้นเพื่อสร้างผลกำไรสูงสุดแก่ธุรกิจ ชูจุดขายเหนือกว่าทั้งด้านดีไซน์ สมรรถนะ และความสะดวกสบายในการขับขี่ พร้อมลุยทุกเส้นทาง โดยการปรับโฉมใหม่ด้วยกระจังหน้าสีเงิน MATTE SILVER เสริมความเท่เต็มพิกัด ด้วยระบบส่งกำลังด้วยเกียร์อีซูซุ รุ่น MEB9 และเฟืองท้ายขนาดใหญ่ ออกแบบให้รองรับแรงบิดได้สูง มุมปีนไต่ดีเข้าเกียร์ง่าย พร้อมระบบป้องกันการเข้าเกียร์ผิด และระบบรองรับหัวเก๋งแบบลอยตัว (Full Floating) ลดการสั่นสะเทือนให้ความนุ่มนวลเหนือกว่า และระบบยกหัวเก๋งแบบไฟฟ้า พร้อมระบบแจ้งเตือนการ ล็อกหัวเก๋งไม่สนิทเพื่อความปลอดภัยยิ่งขึ้นช่วงล่างหลังแบบแหนบและแขนรับแรงบิดรูปตัว V (V-Type…

 
Read More

NEW MAZDA CX-8 1.549 ล้านบาท

หลังจากที่ได้ขับ NEW MAZDA CX-8 รถยนต์ที่มีหลากหลายฟังก์ชั่นสำหรับครอบครัว ก็สรุปได้ว่า ไม่จำเป็นต้องเอาตัว TOP ที่มีราคาสองล้านกว่าบาท แต่สามารถมีรถยนต์รวมญาติ แบบ 7ที่นั่งได้ ที่จะพร้อมหน้าทั้ง พ่อ แม่ ลูก ปู่ ย่า ตา ยาย รถครอสโอเวอร์อเนกประสงค์ระดับพรีเมี่ยมแบบ 3 แถว ดีไซน์ใหม่สุดหรูคันนี้ ต้องบอกเลยว่ามีเวอร์ชั่นที่ชนกับคู่แข่งในตลาด และเวอร์ชั่นที่โดดเด่นจนไม่มีคู่แข่งในเซกเมนต์เดียวกัน NEW MAZDA CX-8 รถครอสโอเวอร์อเนกประสงค์สุดหรูคันนี้ ผมได้ลองขับตัวเบนซิน 7ที่นั่ง ในราคาเริ่มต้นที่ 1,549,000 บาท แต่ถึงจะเป็นตัวเริ่มต้น แต่ก็ปรับโฉมใหม่ให้หรูหรามากยิ่งขึ้น ใส่อุปกรณ์เพิ่มความสะดวกสบายมากยิ่งขึ้น เพิ่มเทคโนโลยีใหม่ล่าสุดจนล้นคัน ให้ความคุ้มค่าคุ้มราคามากยิ่งขึ้น รถอเนกประสงค์ครอสโอเวอเอสยูวี MAZDA CX-8 เป็นหนึ่งในรถรุ่นเรือธงของมาสด้า เปิดตัวในประเทศไทยครั้งแรกเมื่อเดือนพฤศจิกายนปี 2562 ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีเยี่ยมจากกลุ่มลูกค้าที่กำลังมองหารถที่ให้ความสะดวกสบาย โดยได้วางตำแหน่งให้เป็นรถครอสโอเวอร์อเนกประสงค์ระดับพรีเมี่ยมแบบ 3 แถว ที่ดีที่สุดในตลาด ที่สำคัญคือพัฒนาขึ้นบนโครงสร้างพื้นฐานของรถยนต์นั่ง MAZDA CX-8 ใหม่ เป็นรถครอสโอเวอร์เอสยูวีระดับเรือธงของมาสด้าสำหรับตลาดประเทศไทย และเป็นอีกหนึ่งในผลิตภัณฑ์ภายใต้ปรัชญาการพัฒนาที่เน้นมนุษย์เป็นศูนย์กลางของมาสด้า ซึ่งสร้างขึ้นเพื่อมอบความก้าวหน้าล่าสุดของการออกแบบและเทคโนโลยี มาสด้า CX-8 แสดงถึงแนวทางที่มีจุดมุ่งหมายเพื่อสร้างความพึงพอใจ และการใช้งานจริงให้กับรูปแบบการใช้ชีวิตที่หลากหลายของผู้ใช้ ผมได้ลองขับตัวเริ่มต้นตัวนี้ ลงไปเส้นทางภาคใต้ของไทย โดยเฉพาะหนทางช่วงสุดท้ายจาก หาดใหญ่ ไปเบตง ซึ่งมีทางคดโค้งเยอะๆ นั้น MAZDA CX-8 ทำได้ดีทีเดียว ส่วนเจ้าตัว 3 แถว 7 ที่นั่ง หรือ 6 ที่นั่ง ที่เป็นเครื่องยนต์ดีเซล เดียวค่อยมาว่ากันโอกาสต่อไป เพราะบอกตามตรงนะว่า NEW MAZDA CX-8 เอาราคาเริ่มต้นก็พอ เพราะห้องโดยสารมีให้เลือกทั้งห้องโดยสารแบบ 3 แถว 7 ที่นั่ง และแบบ 6 ที่นั่ง นั้น คนตัวใหญ่ใช้ 6 ที่นั่งจะดีกว่า ไหล่ไม่เบียดกัน ส่วนเป็นพวกขนาดมาตรฐาน ก็ 7ที่นั่ง จะเบนซิน หรือดีเซลก็ใช้ได้ทั้งนั้น NEW MAZDA CX-8 ถูกยกระดับความสะดวกสบายเพื่อเติมความสุขให้กับผู้โดยสารทุกคนตลอดการเดินทางด้วยเทคโนโลยีเชื่อมต่อไร้ขีดจำกัด Mazda Connect ช่วยให้ไม่พลาดทุกการติดต่อ สามารถอัพเดทข้อมูลข่าวสาร หรือ รับ-ส่ง ข้อความ จากสมาร์ทโฟนผ่านสัญญาณBluetooth และเพลิดเพลินไปกับไลฟ์สไตล์ดิจิตอลด้วย Apple CarPlay® แบบไร้สาย และ Android AutoTM ที่เชื่อมต่อแอพพลิเคชั่นบนสมาร์ทโฟน ที่แสดงผลผ่านหน้าจอสี Center Display แบบทัชสกรีน ขนาด 8 นิ้ว ควบคุมด้วย Center Commander ที่จัดวางในตำแหน่งที่ผู้ขับขี่ใช้งานได้อย่างสะดวก นอกจากนี้ อุปกรณ์ชาร์จไฟแบบไร้สาย Wireless Charger และ USB สำหรับชาร์จไฟบริเวณเบาะนั่งแถวที่สามได้เพิ่มเข้ามาในรถรุ่นนี้ด้วยเช่นกัน จึงทำให้รถรุ่นนี้ ไม่เพียงแค่เป็นรถที่มอบความสะดวกสบายเท่านั้น แต่ยังเป็นรถที่ทันสมัยไปอีกขั้น สามารถตอบรับไลฟ์สไตล์ของคนยุคใหม่ได้อย่างลงตัว NEW…

 
Read More

LEXUS UX 250h “The Urban Disruptor”

เลกซัส ประเทศไทย แนะนำ LEXUS UX 250h รุ่นปรับปรุงใหม่ ยนตรกรรม    Luxury compact crossover สุดหรู โดดเด่นด้วยการออกเเบบภายนอกที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว เส้นสายที่เฉียบคม ให้ความรู้สึกปราดเปรียว เร้าใจ พร้อมสีภายนอกใหม่ Sonic Iridium และFeature ทันสมัยใหม่ล่าสุดด้วยหน้าจอ Touch Screen ขนาดใหญ่ 12.3 นิ้ว ที่รองรับระบบApple Car Play แบบไร้สาย และช่อง USB-C 2 จุดบริเวณด้านหน้า เพื่อความสะดวกสบายในทุกการเดินทาง ตอบรับ Lifestyle คนเมืองยุคใหม่ได้ดียิ่งขึ้น LEXUS UX Luxury compact crossover ที่ได้รับการออกเเบบให้มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว โดดเด่นด้วยเส้นสายที่เฉียบคม ให้ความรู้สึกปราดเปรียว เร้าใจ พร้อม Function การใช้งานที่ล้ำสมัย มอบความสะดวกสบาย และเพลิดเพลินในการขับขี่ได้อย่างเต็มที่ ตอบรับกับ Lifestyle คนเมืองยุคใหม่ได้อย่างดี ภายในเน้นการออกแบบที่สะท้อน “ความปราณีต และความพิถีพิถัน” หรือ “Takumi Craftsmanship” ผสานความงดงามแห่งศิลปะดั้งเดิมของญี่ปุ่น กับเทคโนโลยีการผลิตอันก้าวล้ำ ละเมียดละไมในทุกรายละเอียด เห็นได้จากวัสดุบริเวณแผงคอนโซลหน้าที่เรียกว่า “Washi” ซึ่งได้แรงบันดาลใจจากงานกระดาษซึ่งเคยใช้ในบ้านญี่ปุ่นสมัยโบราณ และ ลายเบาะใหม่ที่ถูกถักทอแบบ “Sashiko” ที่ได้แรงบันดาลใจจากความแข็งแกร่งของเสื้อยูโด การออกแบบภายในยังให้ความสำคัญกับผู้ใช้งานเป็นจุดศูนย์กลาง สอดคล้องตามหลักสรีศาสตร์ ทำให้ทุกการควบคุมเป็นไปได้อย่างง่ายดาย นอกจากนี้ยังมาพร้อมกับ สีภายนอกใหม่ Sonic Iridium และ Feature ทันสมัยใหม่ล่าสุดด้วยหน้าจอ Touch Screen ขนาดใหญ่ 12.3 นิ้ว ที่รองรับระบบ Apple Car Play แบบไร้สาย และช่องเสียบ USB-C 2 จุดบริเวณด้านหน้า เพื่อความสะดวกสบายในทุกการเดินทางตอบรับกับไลฟ์สไตล์คนเมืองยุคใหม่ได้อย่างดียิ่งขึ้น LEXUS UX 250h โดดเด่นด้วยสมรรถนะการขับขี่ที่ยอดเยี่ยมเหนือใคร ด้วยเครื่องยนต์ระบบไฮบริด     2.0 ลิตรมอบสมรรถนะที่ทรงพลังพร้อมกับประสิทธิภาพการใช้เชื้อเพลิงที่ยอดเยี่ยมและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ประสานสมรรถนะกับสถาปัตยกรรมโครงสร้างตัวถังแบบ GA-C (Global Architecture-Compact Platform)         ที่มีการใช้Aluminum เข้ามาเป็นองค์ประกอบของตัวรถ ส่งผลให้ได้ตัวถังที่มีน้ำหนักเบา และแข็งแกร่ง จุดศูนย์ถ่วงต่ำ มีการทรงตัวดีเยี่ยม นอกจากนี้ LEXUS UX ได้นำเทคโนโลยีการเชื่อมต่อตัวถังด้วยระบบเลเซอร์อันเป็นเอกสิทธิ์เฉพาะของ LEXUS โดยในรุ่นปรับปรุงใหม่นี้ได้มีการเพิ่มจุดเชื่อมให้มากขึ้นกว่าเดิม ส่งผลให้มีเสถียรภาพ          และความนุ่มนวลในการขับขี่ที่ดีขึ้นกว่าเดิม มอบความสะดวกสบาย และเพลิดเพลินในการขับขี่ได้อย่างเต็มที่  พร้อมความมั่นใจสูงสุดด้วยเทคโนโลยีความปลอดภัยเหนือระดับ LEXUS Safety System Plus ที่เพียบพร้อมด้วยระบบปกป้อง และป้องกันอย่างครบถ้วน LEXUS UX ยังมาพร้อมกับรุ่น F SPORT ที่ได้รับการถ่ายทอด DNA จาก Sport Supercar อย่าง LEXUS LFAโดดเด่นด้วยชุดแต่งรอบคัน และเบาะนั่งดีไซน์เฉพาะของ F SPORT ให้ความรู้สึกโอบกระชับ รองรับทุกสรีระนอกจากนี้ยังเพิ่มความเร้าใจในการขับขี่ด้วยระบบ Active Sound Control และระบบกันสะเทือนแบบแปรผัน(Adaptive Variable Suspension) ที่ช่วยควบคุมการดูดซับแรงของ Shock absorber ที่ล้อทั้งสี่     ให้ตอบสนองต่อการควบคุมของผู้ขับขี่ และสภาพพื้นผิวถนนได้อย่างเหมาะสม เสริมประสิทธิภาพการควบคุมและให้ความสะดวก สบายอย่างเหนือระดับ เลือกเป็นเจ้าของยนตรกรรม Luxury Compact Crossover LEXUS UX ใหม่ นำเข้าทั้งคัน…ได้แล้ววันนี้ที่ผู้จำหน่าย LEXUS อย่างเป็นทางการ สีภายนอก 12 สี White Nova Glass Flake (เฉพาะรุ่น F SPORT) Sonic Quartz (เฉพาะรุ่น Luxury และรุ่น Grand Luxury) Sonic Titanium Sonic Chrome Sonic…

 
Read More

ISUZU NLR 130

อีซูซุตอกย้ำความเป็นผู้นำตลาดรถบรรทุกตัวจริง อีซูซุ คิงออฟทรัคส์ เปิดตัวรถบรรทุกขนาดกลาง 4 ล้อ และ6 ล้อ ตระกูลเอลฟ์รุ่นใหม่! ภายใต้คอนเซ็ปต์ “เป็นหนึ่งทุกความสำเร็จ The Only One ELF” พร้อมเสริมไลน์อัพใหม่! ISUZU NLR 130 แรงม้า แบบเกียร์กึ่งอัตโนมัติ ISUZU Smoother ขับง่าย ขับสบาย ไม่ต้องเหยียบคลัตช์สยบทุกความยุ่งยากขณะขนส่งของในเมือง ราคาเริ่มต้นเพียง 1,090,000 บาท กลุ่มตรีเพชร โดย มร. ทาคาชิ ฮาตะ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ตรีเพชรอีซูซุเซลส์ จำกัด เผยว่า “จากความผันผวนของปัจจัยทางเศรษฐกิจตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา อีซูซุในฐานะเจ้าตลาดรถบรรทุกเพื่อการพาณิชย์ของไทยตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน ตระหนักถึงการพัฒนาคุณภาพผลิตภัณฑ์ให้ตอบโจทย์การใช้งานด้านการขนส่งแก่ผู้ประกอบการ ทั้งในด้านสมรรถนะ ความประหยัดน้ำมัน ภาพลักษณ์ และความสะดวกสบายของผู้ขับขี่ จึงได้เปิดตัวรถบรรทุกขนาดกลาง รุ่นไมเนอร์เชนจ์ “ใหม่! ISUZU ELF เป็นหนึ่งทุกความสำเร็จ (The Only One ELF)” ด้วยการปรับรูปลักษณ์ภายนอกจรดภายใน ทั้งยังเสริมอรรถประโยชน์ในการใช้งานให้มากยิ่งขึ้นตามแบบฉบับสุดยอดรถบรรทุกยุคใหม่ นอกจากนี้ อีซูซุยังได้เสริมไลน์อัพใหม่! “ISUZU NLR 130 แรงม้า เกียร์กึ่งอัตโนมัติ ISUZU Smoother”ขับง่าย ขับสบาย ไม่ต้องเหยียบคลัตช์ ตอบโจทย์การใช้งานด้านขนส่งท่ามกลางสภาวะการจราจรที่ติดขัดในเมืองได้อย่างลงตัว พร้อมคุณสมบัติประหยัดน้ำมันสูงสุดด้วยเครื่องยนต์ซูเปอร์คอมมอนเรลในทุกเจเนอเรชั่นตามวิถีของผู้นำตลาดรถบรรทุกตัวจริง” รถบรรทุกขนาดกลางรุ่นใหม่! ISUZU ELF เป็นหนึ่งทุกความสำเร็จ (The Only One ELF) เพิ่มฟังก์ชั่นการใช้งาน เพื่อตอบโจทย์ทุกความสำเร็จของผู้ประกอบการรุ่นใหม่ด้วย ·   ใหม่! ชุดไฟหน้าและไฟตัดหมอก ISUZU LED TECH พร้อมไฟหรี่รูปตัว L เท่       สะดุดตา พร้อมเพิ่มความสว่างในทุกเส้นทาง (ยกเว้นรุ่น NLR Lite) ·      ใหม่! กระจังหน้าสีเงิน MATTE SILVER เสริมความเท่ เต็มพิกัด ·      ใหม่! ไฟในห้องโดยสารขนาดใหญ่แบบ LED เพิ่มความสว่าง ตอบโจทย์การใช้งานที่ดียิ่งขึ้น ·      ใหม่! USB Charger สะดวกสบายยิ่งกว่า ·      เครื่องยนต์อีซูซุซูเปอร์คอมมอนเรล แรงบิดแบบ Flat Torque แรงเต็มสมรรถนะและประหยัดน้ำมันตอบสนองทุกการใช้งาน ได้แก่ –              เครื่องยนต์ซูเปอร์คอมมอนเรลรุ่น 4JH1E3N ขนาด 2,999 cc ให้กำลังสูงสุด 104 แรงม้า แรงบิด 230 นิวตัน-เมตรที่ 1,400-3,200 รอบ/นาที ในรุ่น NLR Lite –              เครื่องยนต์ซูเปอร์คอมมอนเรลรุ่น 4JJ1E3N ขนาด 2,999 cc ให้กำลังสูงสุด 130 แรงม้า แรงบิด 330 นิวตัน-เมตรที่ 1,600-2,600 รอบ/นาที ในรุ่น NLR130, NLR Smoother, NMR130 และ NMR MIXER –              เครื่องยนต์ซูเปอร์คอมมอนเรลรุ่น 4HK1-TCN ขนาด 5,193 cc ให้กำลังสูงสุด 150 แรงม้า แรงบิด 404 นิวตัน-เมตรที่ 1,500-2,600 รอบ/นาที ในรุ่น NPR150 และ NPR Smoother  –              เครื่องยนต์ซูเปอร์คอมมอนเรลรุ่น 4HK1-TCC ขนาด 5,193 cc ให้กำลังสูงสุด 175 แรงม้า แรงบิด 500 นิวตัน-เมตรที่ 1,500-2,000 รอบ/นาที ในรุ่น NQR175 ·    ระบบเกียร์พิเศษ ออกแบบให้อัตราทดเกียร์เหมาะสมกับงานบรรทุกหนัก แข็งแกร่ง ทนทาน ให้กำลังฉุดลากสูงส่งถ่ายกำลังได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ เสื้อเกียร์อะลูมิเนียมน้ำหนักเบา ช่วยระบายความร้อนได้ดี (รายละเอียดตามแต่ละรุ่นรถ) ·      เสริมสมรรถนะการขับขี่ด้วยเหล็กกันโคลงหน้า (Stabilizer) พร้อมโช้คอัพกันสะบัด ลดการสั่นสะเทือนของพวงมาลัย ช่วยยึดเกาะถนน ในรุ่น NLR130, NLR Smoother และ NMR MIXER ·      พร้อมความสะดวกสบายและความปลอดภัยด้วยกระจกไฟฟ้าและเซ็นทรัลล็อก ·      ล้ออะลูมิเนียมอัลลอย ขนาด 6.00J ขอบ 15  พร้อมยางเรเดียลแบบไม่มียางใน       ในรุ่น NLR Lite, NLR130, และ NLR Smoother ใหม่! ISUZU ELF เป็นหนึ่งทุกความสำเร็จ (The Only One ELF) พร้อมจำหน่ายแล้วตั้งแต่วันที่ 15 มิถุนายน 2565 เป็นต้นไป ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.isuzu-tis.com, Facebook…

 
Read More

โตโยต้า รุ่น 60 ปี มีแค่ 6 พันคันเท่านั้น

โตโยต้า ออกรุ่น Yaris, Corolla Altis, Corolla Cross และCamryพร้อมสิทธิประโยชน์ และแพ็กเกจการขายมากมาย เพื่อขอบคุณลูกค้า จำนวนจำกัด6,000 คันเท่านั้น  พร้อมร่วมลุ้นเป็นเจ้าของ รถสปอร์ตรุ่นล่าสุด GR 86 บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด ขอบคุณลูกค้าที่สนับสนุนให้เติบโต      เคียงข้างสังคมไทยมาตลอดระยะเวลากว่า 60 ปี ด้วยรถยนต์รุ่นพิเศษ ได้แก่ Yaris, Corolla Altis, Corolla Cross และ Camry ผลิตจำนวนจำกัด สีภายนอกขาวมุกหลังคาดำในทุกรุ่น     เพิ่มความพิเศษด้วยการ Wrap ภายนอกด้วยฟิล์มลามิเนตคุณภาพระดับพรีเมียมสีเทา “Laminated Grey” ด้านข้างตกแต่งด้วยสัญลักษณ์รุ่น 60 ปี ปรับโฉมภายนอก และภายใน   ให้มีเอกลักษณ์และทันสมัยยิ่งขึ้น ลูกค้าที่ซื้อรถรุ่นนี้จะได้รับชุดกล่องกุญแจพิเศษ           ร่วมกิจกรรมท้าทาย และรับสิทธิประโยชน์อีกมากมาย คุณสุรศักดิ์ สุทองวัน รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัดเปิดเผยว่า“โตโยต้าขอขอบคุณลูกค้าทุกท่านที่ร่วมเดินทาง และให้การสนับสนุนเป็นอย่างดีมาโดยตลอด     และในโอกาสครบรอบ 60 ปี เราขอแนะนำรถยนต์รุ่นพิเศษที่เหมาะสำหรับคนรักรถ และชื่นชอบในการครอบครองรถรุ่น Limited ได้แก่ Yaris, Corolla Altis, Corolla Cross และ Camry ที่โดดเด่นยิ่งกว่าด้วย      สีขาวมุกหลังคาดำ และขอแนะนำกิจกรรม “Hunt Your Uniqueness” เอาใจนักสะสมที่ชื่นชอบการตกแต่งด้วยการนำเสนอรถ Wrap สี Laminated Grey ด้วยฟิล์มลามิเนตคุณภาพระดับพรีเมียม มูลค่า 57,000 บาท เพียงโชว์รูมละ 1 คันเท่านั้น  ที่สำคัญรถทุกคันจะได้รับการติดตั้งระบบ T- Connect เพื่อตอบสนองทุกไลฟ์สไตล์ทันสมัย พร้อมรับกล่องกุญแจภายในบรรจุCertificate, Apple Air Tag และพวงกุญแจสำหรับรุ่นฉลองครบรอบ 60 ปี ผลิตจำนวนจำกัดในวาระพิเศษนี้เท่านั้นพิเศษยิ่งกว่าสำหรับผู้ที่ตัดสินใจซื้อรถรุ่นนี้ รับสิทธิ์ลุ้นเป็นเจ้าของรถสปอร์ตรุ่นล่าสุด TOYOTA GR86 มูลค่า2,949,000 บาท จำนวน 1 คัน” Toyota YARIS ดีไซน์ภายนอก – สีภายนอกขาวมุกหลังคาดำ – ใหม่ ล้ออัลลอยขนาด 15 นิ้ว สีเทา สำหรับรุ่นพิเศษฉลองครบรอบ 60 ปี – ใหม่ สปอยเลอร์ด้านหน้า – ใหม่ สัญลักษณ์รุ่น 60 ปี บริเวณด้านข้าง ดีไซน์ภายใน – ใหม่ วัสดุหุ้มเบาะ ดีไซน์ใหม่ ตกแต่งด้ายสีแดง-เทา พร้อมสัญลักษณ์รุ่น 60 ปี – ใหม่ พวงมาลัย ตกแต่งด้วยด้ายสีเทา – ใหม่ กล่องเก็บของที่คอนโซลกลาง ตกแต่งด้วยด้ายสีเทา – ใหม่ ที่วางแขนด้านข้าง ตกแต่งด้วยด้ายสีแดง ระบบเครื่องเสียง และการเชื่อมต่อ – ใหม่ ระบบ T- Connect ราคา      709,000 บาท Toyota Corolla ALTIS  ดีไซน์ภายนอก – ใหม่ สีภายนอกขาวมุกหลังคาดำ – กระจกมองข้างสีดำเงา – ไฟหน้าโปรเจคเตอร์ LED สีเงิน – ใหม่ กระจังหน้าสีเปียโนแบล็ค – ใหม่ วัสดุตกแต่งกรอบไฟตัดหมอกสีโครเมียมรมดำ – ใหม่ ล้ออัลลอยขนาด 17 นิ้ว สีเทา สำหรับรุ่นพิเศษฉลองครบรอบ 60 ปี  – ใหม่ คิ้วตกแต่งฝาท้ายสีดำเงา และสีดำ – ใหม่ สัญลักษณ์รุ่น 60 ปีบริเวณด้านข้าง ดีไซน์ภายใน – ใหม่ วัสดุหุ้มเบาะ ดีไซน์ใหม่ ตกแต่งด้วยด้ายสีแดง–เทา พร้อมสัญลักษณ์รุ่น 60 ปี – ใหม่ แผงประตูด้านข้างตกแต่งด้ายสีแดง – ใหม่ ที่วางแขนด้านข้างตกแต่งด้ายสีแดง – ใหม่ กล่องเก็บของที่คอนโซลกลางตกแต่งด้วยด้ายสีแดง…

 
Read More

ฮอนด้า ซีวิค อี:เอชอีวี ใหม่

บริษัท ฮอนด้า ออโตโมบิล (ประเทศไทย) จำกัด ประกาศราคาพร้อมเปิดจำหน่าย ฮอนด้า ซีวิค อี:เอชอีวีใหม่ อย่างเป็นทางการ โดยรุ่น e:HEV RS ราคา 1,259,000 บาท และรุ่น e:HEV EL+ ราคา 1,129,000 บาทตอกย้ำความเป็นยนตรกรรมสปอร์ตพรีเมียมซีดานไอคอนที่ตอบสนองการขับขี่ในชีวิตประจำวัน และขับเคลื่อนตลาดรถยนต์คอมแพคท์ให้ก้าวล้ำไปอีกขั้น ด้วยเทคโนโลยีการขับเคลื่อนขุมพลังฟูลไฮบริด e:HEV ที่ผสานการทำงานอันทรงพลังร่วมกันของมอเตอร์ไฟฟ้า 2 ตัว กับเครื่องยนต์ใหม่ ขนาด 2.0 ลิตร Direct Injection Atkinson-Cycle DOHC มอบแรงบิดมอเตอร์สูงสุด 315 นิวตัน-เมตร ให้อัตราประหยัดน้ำมันดีเยี่ยมถึง 25 กิโลเมตร/ลิตร และเทคโนโลยีความปลอดภัยอัจฉริยะ ฮอนด้า เซนส์ซิ่ง (Honda SENSING) มาพร้อมดีไซน์สปอร์ต โฉบเฉี่ยว และหรูหรามากยิ่งขึ้นทั้งภายนอกและภายใน ห้องโดยสารกว้างขวางสะดวกสบาย ตอบโจทย์การใช้งานที่หลากหลายด้วยเบาะนั่งด้านหลังแยกพับแบบ 60:40 เพิ่มพื้นที่ใช้สอยอเนกประสงค์ พร้อมช่องปรับอากาศสำหรับผู้โดยสารตอนหลัง สะดวกสบายเหนือกว่ากับระบบควบคุมประตูแบบอัจฉริยะพร้อม Honda Smart Key Card ครบครันด้วยเทคโนโลยีเพื่อความสะดวกสบาย และเทคโนโลยีความปลอดภัยอันล้ำสมัย พร้อมตั้งเป้าจำหน่ายมากกว่า 8,000 คัน ภายในหนึ่งปีนับจากการเปิดตัว มร.โนริยุกิ ทาคาคุระ ประธานกรรมการบริหารและซีอีโอ บริษัท ฮอนด้า ออโตโมบิล (ประเทศไทย) จำกัดกล่าวว่า “หลังจากที่ ฮอนด้า ซีวิค อี:เอชอีวี ใหม่ ได้เผยโฉมครั้งแรกในโลกที่ประเทศไทยในงานมอเตอร์โชว์ 2022 ที่ผ่านมา ก็ได้รับกระแสตอบรับอย่างดีเยี่ยมด้วยยอดจองสิทธิ์จากลูกค้าทั่วประเทศ สะท้อนความเชื่อมั่นและไว้วางใจต่อแบรนด์และยนตรกรรมในกลุ่ม e:HEV ของฮอนด้า ซึ่งเป็นยนตรกรรมไฮบริดพลังงานทางเลือกที่ลงตัวกับการใช้งานจริงในปัจจุบัน เพราะให้ทั้งสมรรถนะการขับขี่ที่ทรงพลัง และอัตราการประหยัดน้ำมันดีเยี่ยม พร้อมที่จะเชื่อมไปสู่การขับเคลื่อนแห่งอนาคต ตามเป้าหมายการดำเนินงานในปี 2593 ของฮอนด้า 
ทั้งด้านสิ่งแวดล้อม เพื่อให้การปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เป็นศูนย์ สร้างสังคมปลอดมลพิษให้เกิดขึ้นจริง และด้านความปลอดภัย ที่มาพร้อมเทคโนโลยีความปลอดภัยอัจฉริยะ ฮอนด้า เซนส์ซิ่ง เพื่อมุ่งไปสู่สังคมปลอดอุบัติเหตุ ทั้งนี้การเปิดตัวฮอนด้าซีวิค อี:เอชอีวี ใหม่ จะเสริมความแข็งแกร่งให้ไลน์อัป ฮอนด้า ซีวิค และยนตรกรรมในกลุ่ม e:HEV ของฮอนด้าให้สมบูรณ์แบบยิ่งขึ้น และมั่นใจว่าจะครองตำแหน่งผู้นำตลาดรถยนต์คอมแพคท์ได้อย่างต่อเนื่อง” ฮอนด้า ซีวิค อี:เอชอีวี ใหม่ มีให้เลือกทั้งหมด 2 รุ่นย่อย โดยมีราคาจำหน่าย ดังนี้ ·   รุ่น e:HEV RS            ราคา 1,259,000 บาท ·   รุ่น e:HEV EL+           ราคา 1,129,000 บาท และมาพร้อมข้อเสนอพิเศษ สำหรับลูกค้าที่จองและรับรถยนต์ตั้งแต่วันที่ 15 มิถุนายน 2565 – 31 กรกฎาคม2565 รับดอกเบี้ย 2.59%** พร้อมฟรีประกันภัย 1 ปี และฟรี เสื้อแจ็กเกต e:HEV มูลค่า 500 บาท** นอกจากนี้ ยังมอบแคมเปญพิเศษด้านการบริการหลังการขาย เพื่อเสริมความมั่นใจในการขับขี่ ได้แก่ ·   รับประกันอายุการใช้งานแบตเตอรี่ไฮบริดถึง 10 ปี และรับประกันระบบไฮบริดทั้งระบบ 5 ปี 
ไม่จำกัดระยะทาง** ·  ฟรีค่าแรงในการเช็กระยะเป็นเวลา 5 ปี หรือ 100,000 กิโลเมตร (อย่างใดอย่างหนึ่งถึงก่อน) 
มูลค่า 7,158.50 บาท ฮอนด้า ซีวิค อี:เอชอีวี ใหม่ ยนตรกรรมสปอร์ตพรีเมียมซีดานไอคอน มาพร้อมดีไซน์การออกแบบที่เรียบง่ายแต่แฝงไปด้วยกลิ่นอายของความสปอร์ตพรีเมียมในทุกมุมมอง โดดเด่นด้วยดีไซน์ภายนอกที่บ่งบอกความเป็นยนตรกรรมไฮบริดที่ชัดเจนด้วยโลโก้ H Mark ตกแต่งกรอบสีฟ้า และสัญลักษณ์ e:HEV ที่ด้านท้าย โดดเด่นด้วยกระจังหน้าและกันชนหน้าสไตล์สปอร์ต และมือจับประตูด้านนอกสีเดียวกับตัวรถตกแต่งด้วยโครเมียม ไฟหน้าตกแต่งด้วยโครเมียมพร้อมไฟส่องสว่างสำหรับการขับขี่ในเวลากลางวันแบบ LED ไฟตัดหมอกคู่หน้าและไฟท้ายแบบ LED สไตล์เอกลักษณ์เฉพาะตัว เสาอากาศแบบครีบฉลาม และล้ออัลลอยขนาด 17 นิ้วสีใหม่ ภายในห้องโดยสารกว้างขวาง พร้อมเทคโนโลยีอำนวยความสะดวกล้ำสมัย ที่จะเชื่อมต่อคุณและรถยนต์ให้เป็นหนึ่งเดียวด้วยฟังก์ชันและเทคโนโลยีที่หลากหลาย* อาทิ มาตรวัดพร้อมหน้าจอแสดงข้อมูลการขับขี่แบบ TFT ขนาด 7 นิ้ว ระบบเครื่องเสียงหน้าจอสัมผัสขนาด 9 นิ้ว แบบ Advanced Touch รองรับการเชื่อมต่อ Apple CarPlay แบบไร้สายและAndroid Auto พร้อมระบบสั่งการด้วยเสียง Siri และ Android Auto ระบบสตาร์ทเครื่องยนต์พร้อมเครื่องปรับอากาศด้วยกุญแจรีโมท ระบบปรับอากาศอัตโนมัติ ช่องปรับอากาศและช่องเชื่อมต่อ USB 2 ตำแหน่งสำหรับผู้โดยสารตอนหลังเป็นต้น ทั้งนี้ ยกระดับความสปอร์ตพรีเมียมในรุ่น e:HEV RS ด้วยดีไซน์สุดเอกซ์คลูซีฟรอบคัน  โดดเด่นด้วยกระจังหน้าตกแต่งด้วยโครเมียม พร้อมสัญลักษณ์ RS กันชนหน้าดีไซน์สปอร์ต ไฟหน้าตกแต่งด้วยโครเมียมพร้อมไฟส่องสว่างสำหรับการขับขี่ในเวลากลางวันแบบ LED ไฟตัดหมอกคู่หน้าและไฟท้ายแบบ LED  กระจกมองข้างสีดำ มือจับประตูด้านนอกสีดำตกแต่งด้วยโครเมียม เสาอากาศแบบครีบฉลามสีดำ สปอยเลอร์หลังสีดำพร้อมสัญลักษณ์ RS ด้านท้าย ท่อไอเสียพร้อมปลอกท่อไอเสีย และล้ออัลลอยดีไซน์ใหม่ ขนาด 18 นิ้ว  ภายในห้องโดยสารสะท้อนความสปอร์ตพรีเมียมด้วยเบาะหนังกลับและวัสดุสังเคราะห์ตกแต่งด้วยด้ายสีแดง เบาะนั่งด้านหลังแยกพับแบบ 60:40 เพื่อเพิ่มพื้นที่สัมภาระ (เฉพาะรุ่น e:HEV RS) แป้นเหยียบคันเร่งและเบรกแบบสปอร์ต  พร้อมเทคโนโลยีอำนวยความสะดวกล้ำสมัยและฟังก์ชันการใช้งานที่ครบครัน อาทิ ระบบควบคุมเสียงรบกวนเข้าห้องโดยสารครั้งแรกในฮอนด้า ซีวิค ระบบควบคุมประตูแบบอัจฉริยะพร้อม Honda Smart Key Card ดีไซน์เรียบหรูพกพาสะดวก ให้คุณล็อกและปลดล็อกรถได้อย่างสะดวกสบายเพียงแค่พกการ์ดไว้กับตัว ระบบสตาร์ทเครื่องยนต์พร้อมเครื่องปรับอากาศด้วยกุญแจรีโมท มาตรวัดพร้อมหน้าจอแสดงข้อมูลการขับขี่แบบ TFT ขนาด 10.2 นิ้ว ระบบเครื่องเสียงหน้าจอสัมผัสขนาด 9 นิ้ว แบบ Advanced Touch รองรับการเชื่อมต่อ Apple CarPlay แบบไร้สาย และ Android Auto พร้อมระบบสั่งการด้วยเสียง Siri และ Android Auto อุปกรณ์ชาร์จไฟแบบไร้สาย(Wireless Charger) ระบบปรับอากาศอัตโนมัติแบบปรับอุณหภูมิแยกอิสระซ้าย-ขวา ช่องปรับอากาศและช่องเชื่อมต่อ USB 2 ตำแหน่งสำหรับผู้โดยสารตอนหลัง และฮอนด้า คอนเนค (Honda CONNECT) เทคโนโลยีเชื่อมต่อรถยนต์ที่ทำงานผ่านแอปพลิเคชันบนสมาร์ตโฟน เป็นต้น ฮอนด้า ซีวิค อี:เอชอีวี ใหม่ มาพร้อมขุมพลังขับเคลื่อนแบบฟูลไฮบริด e:HEV ที่ผสานการทำงานอันทรงพลังร่วมกันของมอเตอร์ไฟฟ้า 2 ตัว ได้แก่ มอเตอร์ที่ทำหน้าที่สร้างกระแสไฟฟ้า (Motor Generator) และมอเตอร์ที่ทำหน้าที่ขับเคลื่อนล้อ (Motor Drive) กับเครื่องยนต์ใหม่ ขนาด 2.0 ลิตร Direct Injection Atkinson-Cycle DOHC 4 สูบ 16 วาล์ว ผสานการทำงานกับเกียร์อัตโนมัติอัตราทดแปรผันต่อเนื่องไฟฟ้า (E-CVT) และแบตเตอรี่ลิเธียม-ไอออน มอบกำลังมอเตอร์สูงสุด 184 แรงม้า ที่ 5,000 – 6,000 รอบต่อนาที ตอบสนองได้ทันใจด้วยแรงบิดมอเตอร์สูงสุด 315 นิวตัน-เมตร ที่ 0 – 2,000 รอบต่อนาที ให้อัตราการประหยัดน้ำมันดีเยี่ยมถึง 25 กิโลเมตร/ลิตรและมีอัตราการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เพียง 96 กรัม/กิโลเมตร ทั้งนี้ ระบบขับเคลื่อนฟูลไฮบริด e:HEV สามารถปรับเปลี่ยนโหมดการขับขี่ได้อย่างชาญฉลาด เหมาะสมกับการขับขี่ในทุกสถานการณ์ใน 3 โหมด ได้แก่โหมดการขับขี่ด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า (EV Drive Mode) โหมดการขับขี่ด้วยระบบไฮบริด (Hybrid Drive Mode) และโหมดการขับขี่ด้วยเครื่องยนต์ (Engine Drive Mode) โดยมาพร้อมกับสวิตซ์ฟังก์ชัน Drive Mode ที่ผู้ขับขี่สามารถเลือกโหมดการขับขี่ตามสไตล์ได้อย่างง่ายดาย ได้แก่ โหมดการขับขี่แบบประหยัด (ECON Mode) โหมดการขับขี่แบบปกติ (Normal Mode) และ โหมดการขับขี่แบบสปอร์ต (Sport Mode)…

 
Read More

มินิ เปิดตัว 2 รุ่นใหม่

รถยนต์ มินิ ผสานรูปลักษณ์สุดสปอร์ตกับความคลาสสิคสไตล์มินิ พร้อมแจ้งปรับราคาสำหรับรถยนต์บางรุ่นตั้งแต่มิถุนายน 2565 เป็นต้นไป เดินหน้ารุกตลาดเซกเมนต์พรีเมียมคอมแพ็ค เปิดตัวมินิ 2 รุ่นล่าสุด มินิ คูเปอร์ เอส คลับแมน Untold Edition และ มินิ คูเปอร์ เอส คอนเวิร์ตทิเบิลResolute Edition  ด้วย 2 รุ่นใหม่ โดดเด่นด้วยการออกแบบภายในห้องโดยสารที่สวยงาม รูปลักษณ์ภายนอกสุดหรูที่ยังคงไว้ซึ่งความคลาสสิค และเครื่องยนต์ทรงพลัง ทั้ง 2 รุ่นยังพร้อมมอบประสบการณ์ใหม่ที่จะยกระดับการขับขี่สนุกสไตล์มินิ รวมถึงฟังก์ชั่นการใช้งานที่สามารถปรับแต่งได้ตามสไตล์เฉพาะตัวของผู้ขับขี่ พร้อมให้เป็นเจ้าของแล้ววันนี้ ณ ผู้จำหน่ายมินิอย่างเป็นทางการ มินิ คูเปอร์ เอส คลับแมน Untold Edition ราคาจำหน่าย : 3,299,000 บาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม พร้อมโปรแกรมบำรุงรักษา MSI Standard) มินิ คูเปอร์ เอส คลับแมน Untold Edition เป็นรถยนต์พรีเมียมคอมแพ็คที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวด้วยแนวหลังคาที่ทอดยาวสะท้อนถึงความสะดวกสบายในห้องโดยสาร ภายนอกโดดเด่นและสะกดทุกสายตาบนท้องถนนกับชุดแต่งแอโรไดนามิกส์ในสไตล์จอห์น คูเปอร์ เวิร์คส์ สะท้อนภาพลักษณ์สุดโฉบเฉี่ยวและปราดเปรียว ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์เบนซินเทอร์โบ 4 สูบ ขนาด 2.0 ลิตร มอบพละกำลังที่ 141 กิโลวัตต์ / 192 แรงม้า ทำอัตราเร่ง 0-100 กม./ชม.ได้ใน 7.2 วินาที และทำความเร็วได้สูงสุดถึง 228 กม./ชม. ภายนอกมาในสีเขียว Sage Green metallic พร้อมดีไซน์สุดเอ็กซ์คลูซีฟ ตกแต่งด้วยลวดลาย Untold Edition ตั้งแต่ฝากระโปรงหน้ารถจรดหลังคา ซุ้มล้อและสเกิร์ตด้านล่างรอบคันมาในสีเขียวเข้มเสริมความโดดเด่นล้ออัลลอยขนาด 18 นิ้วลาย Untold Spoke ในสีดำ Jet Black ตัดกับสี Refined Brass โดยสี Refined Brass นี้ยังเสริมเอกลักษณ์โดดเด่นรอบคัน ไม่ว่าจะเป็นบริเวณกระจังหน้าและตัวอักษร “Clubman” ที่ประตูท้าย ซึ่งการออกแบบรูปลักษณ์ของรถรุ่นนี้นั้นนอกจากจะสะท้อนถึงความสะดวกสบายในห้องโดยสารแล้ว ยังมาพร้อมกับประตูด้านท้ายรถที่สามารถเปิดปิดแยกซ้าย-ขวาได้ อุปกรณ์ภายในห้องโดยสารยังได้รับการตกแต่งพิเศษ ไม่ว่าจะเป็นลวดลาย Untold Edition ที่บริเวณด้านล่างของก้านพวงมาลัยและพรมปูพื้นรถ ในขณะที่แถบไฟบริเวณแผงประตูและเบาะนั่งทรงสปอร์ต MINI Yours Leather Lounge ก็มาในสี Sage Green สุดเอ็กซ์คลูซีฟตัดกับเส้นด้ายสีฟ้าอ่อน และเพิ่มความสง่างามด้วยกรอบช่องแอร์สี Refined Brass ทำให้มินิ คูเปอร์ เอส คลับแมน Untold Edition โดดเด่นไม่เหมือนใคร

 นอกเหนือจากการออกแบบสุดพิเศษแล้ว มินิ คูเปอร์ เอส คลับแมน Untold Edition ยังมาพร้อมกับเทคโนโลยีล้ำสมัยเพิ่มความสะดวกสบายในการขับขี่ไม่ว่าจะเป็น ไฟหน้า Adaptive LED ระบบปรับโหมดการขับขี่ 
ระบบเครื่องเสียง Harman Kardon, MINI Head-Up-Display, ระบบ Wireless charging พร้อมกับแพ็คเกจ Connected Navigation Plus แสดงผลผ่านจอคอนโซลกลาง ระบบสัมผัสแบบดิจิทัล 8.8 นิ้ว มีฟังก์ชั่นบริการ MINI Connected บริการ Remote Services สามารถเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟน เพื่อใช้ Apple CarPlay ระบบนำทางและแอปพลิเคชันอื่น ๆ ได้อย่างง่ายดาย มินิ คูเปอร์ เอส คอนเวิร์ตทิเบิล Resolute Edition ราคาจำหน่าย : 3,090,000 บาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่มพร้อมโปรแกรมบำรุงรักษา MSI Standard) รถยนต์เปิดประทุน 4 ที่นั่ง จากมินิถือเป็นรถเปิดประทุนระดับพรีเมียมที่มีเอกลักษณ์ไม่ซ้ำใครในเซกเมนต์รถยนต์ขนาดเล็ก โดยมินิ คูเปอร์ เอส คอนเวิร์ตทิเบิล Resolute Edition สะดุดตาด้วยรูปลักษณ์สุดเอ็กซ์คลูซีฟ โดดเด่นเหนือใครทั้งตัวถังภายนอก ล้ออัลลอยน้ำหนักเบา การออกแบบภายในและชิ้นส่วนอุปกรณ์ต่าง ๆ ที่ถ่ายทอดคาแร็คเตอร์ความเป็นมินิแบบดั้งเดิมไว้ได้อย่างเต็มเปี่ยม พร้อมให้อารมณ์ขับสนุกในสไตล์เปิดประทุนที่เป็นเสน่ห์เฉพาะตัวของมินิ สมรรถนะทรงพลังที่พร้อมเผชิญทุกเส้นทางท่ามกลางสายลมและแสงแดด ด้วยเครื่องยนต์เบนซิน 4 สูบ ขนาด 2.0 ลิตร ให้พละกำลังที่ 141 กิโลวัตต์ / 192 แรงม้า เสริมด้วยเทคโนโลยี MINI TwinPower Turbo ที่ทำให้สามารถเร่งความเร็วจาก 0-100 กม./ชม. ได้ภายใน 7.1 วินาที ให้อารมณ์ขับสนุกเหมือนโลดแล่นอยู่ในสนามแข่ง ภายนอกของมินิ คูเปอร์ เอส คอนเวิร์ตทิเบิล Resolute Edition ตกแต่งด้วยลวดลายบนฝากระโปรงหน้าและที่กาบบันได ซึ่งมาในเส้นสายที่มีการไล่เฉดสีทองอ่อนไปจนถึงทองเข้มได้อย่างสวยงาม พร้อมสลักชื่อรุ่น“RESOLUTE” ไว้เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว เข้ากันได้ดีกับตัวถังภายนอกสีเขียว Rebel Green ที่ตัดกันกับสีดำและสีทอง ส่วนประกอบต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นกรอบไฟหน้า กระจังหน้า ช่องดักอากาศ กรอบไฟเลี้ยว มือจับประตู ฝาถังน้ำมัน มาในสี Resolute Bronze ที่ตัดกับฝาครอบกระจกมองข้างและหลังคาผ้าสีดำได้เป็นอย่างดี โดยในรุ่นResolute Edition ได้เสริมความสปอร์ตดุดันด้วยล้ออัลลอยขนาด 18 นิ้ว ลาย Pulse Spoke สีดำ การออกแบบด้วยลายเส้นสุดเอ็กซ์คลูซีฟเฉพาะรุ่น Resolute Edition นี้ ยังถ่ายทอดมาสู่ภายในห้องโดยสาร รับกับเบาะนั่งโดยสารทรงสปอร์ต MINI Yours Leather Lounge ในสีดำ Carbon Black ผสมผสานกับไฟ Ambient…

 
Read More

New Wave110i จาก ฮอนด้า

รถจักรยานยนต์ฮอนด้า เปิดตัว New Wave110i รุ่นใหม่ล่าสุด ตอบสนองการใช้งานของคนไทย ด้วยประสิทธิภาพขั้นสุด และสมรรถนะจากเครื่องยนต์ Honda Smart Engine ที่ให้ทั้งความประหยัด เเรง ทน ตามแบบฉบับของเวฟไม่เปลี่ยนเเปลง มร.ชิเกโตะ คิมูระ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ไทยฮอนด้า แมนูแฟคเจอริ่ง จำกัด ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายรถจักรยานยนต์ฮอนด้าในประเทศไทย เปิดเผยว่า “ตลาดรถจักรยานยนต์ไทยในปัจจุบันมีแนวโน้มที่น่าสนใจ โดยเฉพาะในกลุ่มรถครอบครัวที่ได้รับความนิยมจากคนไทยอย่างต่อเนื่อง โดยมี Honda Wave110i เป็นผู้นำของตลาดในกลุ่มนี้ด้วยยอดจำหน่ายสูงสุด 13 ปีติดต่อกัน สะท้อนให้เห็นถึงความไว้วางใจที่คนไทยมีต่อรถรุ่นนี้อย่างชัดเจน สิ่งนี้ทำให้เราพัฒนา Honda Wave อย่างไม่ลดละตลอดหลายปีที่ผ่านมา และในปีนี้เราพร้อมแล้วสำหรับการเปิดตัว New Wave110i ไทป์ใหม่ที่มาพร้อม ENRICH METER รวมถึงเทคโนโลยีอันทันสมัย ใช้งานสะดวกสบาย พัฒนาเพื่อการใช้งานที่มีประสิทธิภาพสูงสุด สมกับเป็นรถจักรยานยนต์อันดับ 1 ของคนไทย” New Wave110i ใหม่ มาพร้อมคอนเซปต์ถึงไหนถึงกันกับคนไทย ด้วย ENRICH METER หน้าปัดเรือนไมล์ ANALOG ออกแบบแยกสัดส่วนอย่างลงตัว แสดงผลชัดเจนทุกรายละเอียด พร้อมฟังก์ชันสำหรับการใช้งานที่ทันสมัย และเต็มสมรรถนะการขับขี่จากเครื่องยนต์ Honda Smart Engine เทคโนโลยีที่ดีที่สุดของรถครอบครัว ให้ทั้งความประหยัด ความแรง และความทนทาน สำหรับการใช้งานของคนไทยยุคใหม่ นอกจากสมรรถนะที่เหนือระดับแล้ว New Wave110i ยังมาพร้อมดีไซน์ที่ทันสมัย และเทคโนโลยีที่ตอบโจทย์การใช้งานได้อย่างครอบคลุมไม่ว่าจะเป็น ไฟหน้า LED Headlight ส่องสว่างคมชัดทุกเส้นทาง ไฟท้าย Tail light โฉบเฉี่ยว เห็นชัดแม้ระยะไกล ถังน้ำมันเชื้อเพลิงขนาดใหญ่ จุมากถึง 5 ลิตร ใส่ของได้เยอะด้วย U-Box ขนาดใหญ่พร้อม โช้กหน้า-หลังซับแรงกระแทกได้ดี แม้บรรทุกของมาก…

 
Read More

All New LEAD125

รถจักรยานยนต์ฮอนด้า เปิดตัวรถ All New LEAD125 รถเอ.ที. รุ่นใหม่ล่าสุด สร้างเทรนด์ใหม่สำหรับการใช้ชีวิตของคนเมืองที่เน้นความเรียบหรู ในสไตล์มินิมอล แต่เปี่ยมไปด้วยความล้ำสมัยด้วยเทคโนโลยีสุดล้ำ และฟังก์ชันการใช้งานที่รองรับไลฟ์สไตล์ใหม่ๆ อย่างลงตัว มร.ชิเกโตะ คิมูระ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ไทยฮอนด้า แมนูแฟคเจอริ่ง จำกัด ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายรถจักรยานยนต์ฮอนด้าในประเทศไทย เปิดเผยว่า “LEAD125 คือโมเดลที่สร้างเทรนด์ใหม่ให้กับวงการรถเอ.ที. มาตั้งแต่การวางจำหน่ายในประเทศไทยเป็นครั้งแรกเมื่อช่วงต้นปี 2021 ด้วยดีไซน์ที่เรียบหรูพร้อมด้วยฟังก์ชันที่ทันสมัยจนได้รับความนิยมอย่างรวดเร็ว ในปีนี้ เราได้ยกระดับมาตรฐานของรถรุ่นนี้ขึ้นไปอีกระดับด้วยการเปิดตัว All New LEAD125 ที่หรูหราทันสมัยยิ่งกว่าเดิม มาพร้อมเทคโนโลยีที่รองรับการใช้งานของคนรุ่นใหม่อย่างครบครัน และติดตั้งเครื่องยนต์ eSP+ ขนาด 125 ซีซี 4 วาล์ว ซึ่งถือเป็นครั้งแรกในรถคลาสนี้ ทั้งยังใช้งานสะดวกด้วยกุญแจรีโมทอัจฉริยะที่สตาร์ทรถได้โดยไม่ต้องใช้กุญแจ พร้อมดึง นนท์ ธนนท์ นักร้องดังขวัญใจวัยรุ่นมาเป็นพรีเซนเตอร์ผู้ถ่ายทอดภาพลักษณ์ของความทันสมัย ตอกย้ำความลงตัวของ All New LEAD125 และไลฟ์สไตล์คนเมือง” All New LEAD125 มาพร้อมคอนเซปต์ “LIVE A MINIMAL LIFE มินิมอลในแบบที่เป็นคุณ” ตัวรถได้รับการออกแบบให้มีความเรียบหรู ด้านหน้าดีไซน์ใหม่ โดดเด่นด้วยเส้นสายโครเมียม หน้าปัดเรือนไมล์รูปทรงตัว V แสดงผลครบทุกฟังก์ชันการใช้งาน All New LEAD125 ตอบโจทย์ด้วยฟังก์ชันการใช้งานที่ให้ความสะดวกสบายรอบคัน นำโดยกุญแจรีโมทอัจฉริยะ Honda SMART Key สตาร์ทเครื่องยนต์โดยไม่ต้องใช้กุญแจ พร้อมช่วยระบุตำแหน่งตัวรถและป้องกันการโจรกรรม ช่องเก็บของด้านหน้าทรงสูง 12 ซม. มาพร้อมช่องชาร์จไฟสำรองแบบ USB Type A รองรับไลฟ์สไตล์ยุคดิจิทัล ถังน้ำมันด้านหน้าขนาดใหญ่ 6 ลิตร เติมน้ำมันง่ายโดยไม่ต้องเปิดเบาะและไม่ต้องลงจากรถ…

 
Read More
Visit Us On FacebookVisit Us On TwitterVisit Us On YoutubeCheck Our Feed