รางวัล ASEAN NCAP 2021 ระดับ 5 ดาว ในด้านสมรรถนะการขับขี่ที่มาพร้อมเทคโนโลยีความปลอดภัยอันล้ำสมัยตอกย้ำอีกหนึ่งความสำเร็จเกินกว่าใครจะตามทัน ทุกรุ่นย่อย มาพร้อมเครื่องยนต์ VTEC TURBO 1.5 ลิตร และเทคโนโลยีความปลอดภัยอัจฉริยะ Honda SENSING ครบครันด้วยเทคโนโลยีความปลอดภัยล้ำสมัย สำหรับผู้ขับขี่และผู้โดยสาร เพื่อความมั่นใจในทุกการเดินทาง บริษัท ฮอนด้า ออโตโมบิล (ประเทศไทย) จำกัด ประกาศความสำเร็จของ ฮอนด้า ซีวิค ใหม่ เจเนอเรชันที่ 11 ที่ผ่านการรับรองมาตรฐานความปลอดภัยระดับ 5 ดาวจากการทดสอบการชนของ ASEAN NCAP 2021 ครั้งล่าสุด ซึ่งเป็นการทดสอบเพื่อวัดสมรรถนะด้านความปลอดภัยของยานยนต์รุ่นใหม่ที่วางจำหน่ายในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (New Car Assessment Program for Southeast Asia) หลังจากการเปิดตัวอย่างเป็นทางการเป็นครั้งแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่ประเทศไทย เมื่อเดือนสิงหาคม 2564 พร้อมกระแสตอบรับที่ดีเกินคาดด้วยยอดจองกว่า 6,200 คัน ภายในระยะเวลาเกือบ 3 เดือนหลังเปิดตัว ฮอนด้า ซีวิค ใหม่ เจเนอเรชันที่ 11 ผ่านการรับรองมาตรฐานความปลอดภัยระดับ 5 ดาว ด้วยคะแนนรวม 83.47 คะแนน จากคะแนนเต็ม 100 คะแนน จากหลักเกณฑ์การประเมินที่ประกอบด้วยการทดสอบการชนจากด้านหน้า การชนจากด้านข้าง และการประเมินเทคโนโลยีเพื่อความปลอดภัย โดยได้รับคะแนนในส่วนการปกป้องผู้โดยสารที่เป็นผู้ใหญ่ (Adult Occupant Protection: AOP) สูงถึง 29.28 คะแนน จากคะแนนเต็ม 32 คะแนน การปกป้องผู้โดยสารที่เป็นเด็ก (Child Occupant Protection: COP) 46.72 คะแนน จากคะแนนเต็ม 51 คะแนน เทคโนโลยีเพื่อความปลอดภัย (Safety Assist Technologies: SATs) 19.07 คะแนน จากคะแนนเต็ม 21 คะแนน และความปลอดภัยต่อผู้ขับขี่รถมอเตอร์ไซค์ (Motorcyclist Safety: MS) 8.32 คะแนน จากคะแนนเต็ม 16 คะแนน โดยฮอนด้า ซีวิค ใหม่ ที่ใช้ในการทดสอบครั้งนี้ ได้แก่ รุ่น EL+ และรุ่น RS ที่ผลิตและจำหน่ายในประเทศไทย ฮอนด้า ซีวิค ใหม่ เจเนอเรชันที่ 11 ไอคอนของยนตรกรรมสปอร์ตพรีเมียมซีดาน ครอบคลุมทุกมิติความ สปอร์ตพรีเมียม สมรรถนะทรงพลัง และเทคโนโลยีความปลอดภัยล้ำสมัยเหนือระดับ โดยในทุกรุ่นย่อยขับเคลื่อนด้วยขุมพลังเครื่องยนต์ 1.5 ลิตร DOHC VTEC TURBO ใหม่ 4 สูบ 16 วาล์ว ให้กำลังสูงสุด 178 แรงม้า ที่ 6,000 รอบต่อนาที ตอบสนองได้ทันใจด้วยแรงบิดสูงสุด 240 นิวตัน–เมตร ที่ 1,700 – 4,500 รอบต่อนาที ผสานการทำงานกับระบบเกียร์อัตโนมัติอัตราทดแปรผันต่อเนื่อง CVT ให้อัตราเร่งและอัตราการประหยัดน้ำมันที่ดีเยี่ยมสูงถึง 17.2 กิโลเมตร/ลิตร และรองรับพลังงานทางเลือก E85 อีกทั้งยังมาพร้อมกับเทคโนโลยีความปลอดภัยอัจฉริยะ Honda SENSING ใหม่ ที่ทำงานผ่านกล้องมุมมองกว้างด้านหน้า ช่วยตรวจจับรถยนต์และคนเดินถนนได้อย่างมีประสิทธิภาพโดยมีฟังก์ชันการทำงานประกอบไปด้วย ระบบเตือนการชนพร้อมระบบช่วยเบรก (Collision Mitigation Braking System: CMBS) ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติแบบแปรผัน พร้อมระบบปรับความเร็วตามรถยนต์คันหน้า ที่ความเร็วต่ำ (Adaptive Cruise Control with Low-Speed Follow: ACC with LSF) ระบบช่วยควบคุมรถให้อยู่ในช่องทางเดินรถ (Lane Keeping Assist System: LKAS) ระบบเตือนและช่วยควบคุมเมื่อรถออกนอกช่องทางเดินรถ (Road Departure Mitigation System with Lane Departure Warning: RDM with…
Category: Social
ฮอนด้าแสดงความยินดีกับแอนชิลี สาวงามผู้คว้ามงกุฎเวที Miss Universe Thailand 2021
เตรียมส่งมอบ ฮอนด้า ซีวิค ใหม่ เจเนอเรชันที่ 11 รุ่น RS ให้แก่ผู้ชนะ ก่อนเดินหน้าลุ้นมงกุฎที่ 3 ให้ประเทศไทย ซึ่ง ในฐานะหนึ่งในผู้สนับสนุนหลักเวทีการประกวด มิสยูนิเวิร์สไทยแลนด์ (Miss Universe Thailand 2021) บริษัท ฮอนด้า ออโตโมบิล (ประเทศไทย) จำกัด นำโดยนายโนริยุกิ ทาคาคุระ ประธานกรรมการบริหารและซีอีโอร่วมแสดงความยินดีกับแอนชิลี สก๊อต–เคมมิส สาวงามหมายเลข 27 ผู้ชนะเวทีการประกวด Miss Universe Thailand 2021 และรองชนะเลิศทั้ง 4 คน พร้อมมอบรางวัลพิเศษรถยนต์ ฮอนด้า ซีวิค ใหม่ เจเนอเรชันที่ 11 รุ่น RS สีขาวแพลทินัม (มุก) มูลค่า 1,209,900 บาท ให้แก่ผู้ชนะเลิศ ในเวทีการประกวดรอบสุดท้าย ณ โรงละครนงนุชเธียร์เตอร์ สวนนงนุชพัทยา จ.ชลบุรี สำหรับรางวัลรถยนต์ ฮอนด้า ซีวิค ใหม่ เจเนอเรชันที่ 11 รุ่น RS เป็นไอคอนยนตรกรรมสปอร์ต พรีเมียมซีดาน ที่สามารถสะท้อนตัวตนคนรุ่นใหม่อย่างแอนชิลี ที่มีความมุ่งมั่นและเต็มเปี่ยมไปด้วย แรงบันดาลใจในการเดินหน้าทำตามความฝัน จนสามารถคว้ามงกุฎ Miss Universe Thailand 2021 ไปครองได้สำเร็จ ก่อนที่จะเดินทางไปแสดงศักยภาพและ“Power of Passion” อันทรงพลังของสาวไทย บนเวทีระดับโลก เพื่อคว้ามงกุฎที่ 3 กลับมาให้ประเทศไทยในการประกวดMiss Universe 2021 ณ เมืองเอลัต ประเทศอิสราเอล ในเดือนธันวาคม 2564 #HondaThailand #AllnewHondaCivic #DrivetheUnrivaled #MissUniverseThailand2021
โตโยต้า ถนนสีขาว ประกวดแผนรณรงค์สร้างความปลอดภัย
“Toyota Campus Challenge 2020” โดย คุณนันทวัฒน์ ศรีวรัตน์อัชกุล รักษาการผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด ร่วมเป็นประธานในการประกาศผลรางวัลรอบชิงชนะเลิศกิจกรรม “Campus Challenge ครั้งที่ 7 ประจำปี 2020” ภายใต้โครงการโตโยต้าถนนสีขาว เพื่อเปิดโอกาสให้เยาวชนได้แสดงออกถึงความรู้ความสามารถและศักยภาพของตนเองอย่างสร้างสรรค์ รวมถึงการก่อให้เกิดการรับรู้และปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้รถใช้ถนนของคนรุ่นใหม่ ร่วมสร้างรอยยิ้มและลดการสูญเสียแก่สังคมไทย โดยได้จัดกิจกรรม ผ่านช่องทางออนไลน์ (Zoom Meeting) โครงการโตโยต้าถนนสีขาว ได้ดำเนินกิจกรรม Campus Challenge มาอย่างต่อเนื่องเป็นปีที่ 7 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางด้านพฤติกรรมการใช้รถใช้ถนนของกลุ่มวัยรุ่น ซึ่งเป็น ช่วงอายุที่มีสถิติการเกิดอุบัติเหตุสูงโดยสนับบสนุนให้นิสิตนักศึกษาได้มีโอกาส และประสบการณ์ ในการวางแผนรณรงค์ความปลอดภัยบนท้องถนนภายในมหาวิทยาลัยของตน ซึ่งโตโยต้าเล็งเห็นว่า การแสดงออกและความคิดสร้างสรรค์ของกลุ่มคนรุ่นใหม่ ซึ่งจะกลายมาเป็นผู้ขับรถบนท้องถนนในอนาคตข้างหน้า จะเป็นพลังขับเคลื่อนในการสร้างสังคมคนขับรถดี อันจะนำไปสู่ถนนสีขาวหรือถนนปลอดอุบัติเหตุ ได้อย่างแท้จริง โดยกิจกรรม Campus Challenge 2020 ได้เริ่มดำเนินการมา ตั้งแต่เดือนกันยายนที่ผ่านมา โดยมีโจทย์การวางแผนประชาสัมพันธ์สร้างความปลอดภัยทางถนนในสถานศึกษา ภายใต้แนวคิด ”จุดประกายไอเดียที่ใช่ เพื่อการใช้รถใช้ถนนอย่างปลอดภัยในสถานศึกษาของคุณ” ซึ่งมุ่งเน้นการจัดกิจกรรม ในรูปแบบออนไลน์ เพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์ในปัจจุบัน นอกเหนือจากการประกวดแผนประชาสัมพันธ์ดังกล่าวแล้ว ทีมที่สมัครเข้าร่วมโครงการ มีโอกาสในการเรียนรู้เทคนิคและวิธีการนำเสนอผลงาน โดยผู้เชี่ยวชาญ และผู้ทรงคุณวุฒิในด้านต่างๆ เพื่อให้การรณรงค์ขับขี่ปลอดภัยในครั้งนี้เป็นไป อย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุด อาทิ ผู้เชี่ยวชาญด้านการพัฒนาบุคลิกภาพและทักษะการนำเสนอสมัยใหม่ อย่าง”ครูลูกกอล์ฟ คณาธิป สุนทรรักษ์” ที่มาช่วยจุดประกายไอเดียสร้างสรรค์แก่ทุกทีมที่เข้าประกวด และสำหรับทีมที่ได้รับการคัดเลือก จำนวน 20 ทีม ได้เข้าร่วมอบรมเทคนิคการตลาดและการประชาสัมพันธ์ โดย ดร.ธีรพันธ์ โล่ห์ทองคำ ที่ปรึกษาและนักกลยุทธ์การตลาดชื่อดัง รวมถึงบริษัทชั้นนำต่างๆ อาทิ Infographic Thailand, Tencent Thailand, Happenn และDentsu X นอกจากนี้ ยังได้เข้าอบรมความรู้เรื่องอุบัติเหตุบนท้องถนน โดย รศ.ดร.กัณวีร์ กนิษฐ์พงศ์ ผู้จัดการศูนย์วิจัยอุบัติเหตุแห่งประเทศไทย ผู้เชี่ยวชาญด้านอุบัติเหตุบนท้องถนน ที่จะมาให้ความรู้ เพื่อพัฒนาต่อยอดในด้านการขับขี่ปลอดภัย กิจกรรม Campus Challenge 2020 มีนิสิตและนักศึกษาสนใจส่งผลงานเข้าร่วมประกวดทั้งสิ้น กว่า 700 ทีม ซึ่งหลังจากที่ได้นำเสนอแผนในการรณรงค์ขับขี่ปลอดภัยทางท้องถนนในสถานศึกษา แก่คณะกรรมการเป็นที่เรียบร้อยแล้ว จึงได้ทำการคัดเลือก 10 ทีมสุดท้าย ไปเมื่อวันที่ 17 สิงหาคม ที่ผ่านมา ซึ่งแต่ละทีมได้รับทุนสนับสนุนมูลค่า 21,050 บาท ไปใช้ในการจัดทำโครงการประชาสัมพันธ์ความปลอดภัยทางถนนในสถานศึกษาผ่านช่องทางออนไลน์ และจัดทำวีดีโอรณรงค์ขับขี่ปลอดภัย เป็นระยะเวลา 2 เดือน (18 สิงหาคม – 18 ตุลาคม 2564) และในรอบชิงชนะเลิศ ทั้ง 10 ทีมได้นำเสนอผลงานต่อคณะกรรมการ ผ่านช่องทางการประชุมออนไลน์ (Zoom Meeting) เพื่อคัดเลือกผู้ชนะเลิศ โดยได้รับเกียรติจากคณะกรรมการผู้เชี่ยวชาญในด้านต่างๆ ดังนี้ 1) ดร.ธีรพันธ์ โล่ห์ทองคำ ที่ปรึกษาและนักกลยุทธ์ชื่อดังด้านการสื่อสาร 2) รศ.ดร.กัณวีร์ กนิษฐ์พงศ์ ผู้จัดการศูนย์วิจัยอุบัติเหตุแห่งประเทศไทย 3) คุณพรหมมินทร์ กัณธิยะ ผู้อำนวยการสำนักงานเครือข่ายลดอุบัติเหตุ 4) คุณคมสันต์ ทรัพย์เอนกนันต์ ผู้ช่วยผู้จัดการฝ่ายบริหารงานกลาง บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด 6) คุณวุฒิชัย เชาว์เมธีวุฒิ Creative Director บริษัท dentsu MCGARRYBOWEN 7) คุณภาณุพงศ์ เลิศรัศมีจิต ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายวางแผนสื่อโฆษณา บริษัท เด็นท์สุ เอ็กซ์ (ประเทศไทย) จำกัด โดยทีมที่ได้รับรางวัลชนะเลิศ จะได้รับทุนการศึกษาจำนวน 100,000 บาท และโล่รางวัล พร้อมทั้งได้เปิดประสบการณ์ทัศนศึกษา อบรมด้านการขับขี่ปลอดภัยภายในประเทศ เป็นเวลา 4 วัน พร้อมได้รับอุปกรณ์การศึกษา สำหรับทีมนิสิตนักศึกษาและอาจารย์ที่ปรึกษา มูลค่ารวมทั้งสิ้นกว่า 500,000 บาท รวมถึงโอกาสสัมภาษณ์ฝึกงานที่ บริษัท โตโยต้ามอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด หรือพันธมิตร ผลการตัดสิน Campus Challenge 2020 ภายใต้โครงการโตโยต้าถนนสีขาว มีดังนี้ รางวัลชนะเลิศ ได้แก่ ทีม “คอร์กี้หยุดโลก” มหาวิทยาลัยขอนแก่น – นางสาว ธณัฐยาภรณ์ เพียรชนะ – นาย ธีระพันธ์ สุทธิประภา – นาย อัษฎายุธ ใสภิรมย์ – นาย ศุภชัย ศรีคำ รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 ได้แก่ ทีม “Focus Group” จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย – นาย ภูรี ปรียปวัตน์ – นาย สารินทร์ ตงศิริ – นางสาว รติมาส จิรพงศานานุรักษ์ รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 ได้แก่ ทีม “ราตรีปลอดภัย” มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ – นาย วีรพล ขนานเภา – นางสาว พิชญ์นรี มนจริง – นางสาว ศุภนิดา เกติยะ รางวัลวีดีโอยอดเยี่ยม (จำนวน 3 รางวัล)ได้แก่ ทีม “งามผี้หลี้ CMRU” มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ – นาย เอกชัย พุทธยศ – นาย ศราวุธ รัตนวงศ์ – นาย ชนที เงินดี – นาย ธวัชชัย คนสนิท ทีม “วงเวียนจ๋า พี่มาแล้ว” มหาวิทยาลัยบูรพา – นาย วาริส สำมะเนี๊ยะ – นาย รัฐศาสตร์ ธรรมบัวชา – นาย ศิวาพัชร์ วัชรภินันท์พล – นางสาว ภัณฑิลา กองศรี ทีม “Banana…
“โอมาคาเสะ คาร์”
โดยกลุ่มตรีเพชร เดินหน้าผุดสาขาใหม่ “โอมาคาเสะ คาร์” พร้อมฉลอง 1,000 คัน คุณวิชัย สินอนันต์พัฒน์ กรรมการบริษัท ตรีเพชรอีซูซุเซลส์ จำกัด เผยว่า “จากกระแสตอบรับที่ดีอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่เราได้ก้าวสู่ธุรกิจซื้อขายรถยนต์มือสองภายใต้ชื่อ “โอมาคาเสะ คาร์” เมื่อปลายปี 2562 ที่ผ่านมา “โอมาคาเสะ คาร์” ได้จำหน่ายรถมือสองคุณภาพสูงผ่านช่องทางออนไลน์ซึ่งสอดคล้องกับสถานการณ์การแพร่ระบาดโควิด-19 ที่เป็นปัจจัยสำคัญของการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการซื้อ–ขายของผู้บริโภคที่เปิดรับและเข้าสู่โลกดิจิตัลอย่างไม่มีทางเลี่ยง ส่งผลให้เกิดความต้องการรถมือสองคุณภาพสูงในราคาคุ้มค่าผ่านช่องทางออนไลน์ ทำให้ภายในระยะเวลาเพียง 1 ปีกว่า “โอมาคาเสะ คาร์” ส่งมอบรถให้กับลูกค้าแล้วมากกว่า 1,000 คัน โดยมีสาขาทั้งสิ้น 4 สาขา ได้แก่ 3 สาขาในเขตกรุงเทพฯและปริมณฑล นั่นคือ สาขารัตนาธิเบศร์ สาขาเกษตร–นวมินทร์สาขางามวงศ์วาน และต่างจังหวัด 1 สาขา ที่ ต. กลางดง อ. ปากช่อง จ. นครราชสีมา เราขอขอบคุณลูกค้าทุกท่านที่ไว้วางใจเลือกใช้บริการ “โอมาคาเสะ คาร์” ล่าสุดเพื่อเพิ่มช่องทางและสร้างความพึงพอใจสูงสุดให้กับลูกค้าที่ต้องการเห็นรถจริงและทดลองขับจริง เราจึงได้ขยายสาขาใหม่เพิ่มอีก 1 สาขา โดยเริ่มเปิดให้บริการไปตั้งแต่ช่วงต้นเดือนกันยายนที่ผ่านมา คือ สาขาบางใหญ่ เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าในพื้นที่ทางตะวันตกของกรุงเทพฯ และยังเป็นการเพิ่มจุดส่งมอบรถแห่งใหม่เพื่อเพิ่มความสะดวกให้แก่ลูกค้าที่อาศัยอยู่ในบริเวณดังกล่าวด้วย เรายังคงยึดมั่นในการนำเสนอรถยนต์มือสองคุณภาพดีเกรดพรีเมี่ยมเท่านั้น อายุน้อย เลขไมล์น้อย เลขไมล์แท้ มีประวัติการซ่อมบำรุงย้อนหลังที่สามารถตรวจสอบประวัติได้ รถทุกคันต้องผ่านการตรวจสอบคุณภาพด้วยเครื่องมือที่ทันสมัยโดยช่างผู้เชี่ยวชาญที่มีประสบการณ์ รวมทั้งมีข้อเสนอสินเชื่อสุดพิเศษจากสถาบันการเงินชั้นนำต่าง ๆ และการรับประกันหลังการขาย 6 เดือน หรือ 10,000 กิโลเมตร (ตามเงื่อนไขการรับประกัน) พิเศษสุด!เพื่อฉลองการเปิดสาขาบางใหญ่ จึงได้จัดทำข้อเสนอพิเศษดอกเบี้ย 0% นาน 12 เดือน พร้อมฟรีประกันภัย2+ อีกด้วย สำหรับลูกค้าที่สนใจสามารถหาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ www.omakasecar.com”
เคล็ดลับดูแลรถเงาฉ่ำ เข้ม ทั้งคันแบบ Extreme
การล้างรถ เชื่อว่าหลายคนต้องเคยเจอปัญหารถเริ่มดูเก่าไม่ฉ่ำเงาเหมือนก่อน จะล้างเองทุกวันมันก็เหนื่อย ทำเคลือบแก้วเงินในกระเป๋าไม่เอื้อเท่าไหร่ ยิ่งหน้าฝนรถยิ่งดูโทรมง่ายเข้าไปอีก วันนี้เราเลยมีเคล็ดลับให้รถดูใหม่ ฉ่ำวาวแบบมืออาชีพแถมประหยัดค่าใช้จ่าย ไม่ง้อคาร์แคร์ไปอีกนาน ไม่ยุ่งยากเพียง 3 ขั้นตอน!! ทำเองง่าย ๆ ได้ที่บ้าน แถมประหยัดเวลาอีกต่างหาก 1.ล้างรถให้สะอาด เป็นพื้นฐานสำคัญ ขั้นตอนการ “ล้าง” เป็นสิ่งแรกที่ต้องทำในการทำความสะอาดรถยนต์ ยิ่งโดนฝนมา ยิ่งต้องรีบล้างเพื่อป้องกันคราบฝังเข้าไปในสีรถยนต์ และถึงแม้ว่ารถคุณจะไม่ได้บุกตะลุยอะไรมาเยอะ แต่ก็ต้องล้างเพื่อให้สิ่งสกปรก คราบฝุ่น ที่เกาะอยู่บนสีผิวรถยนต์หลุดออกไป และยังเป็นการเตรียมพื้นผิวในขั้นต่อไปด้วยโดยเคล็ดลับง่ายๆ ในการล้าง คือฉีดไล่ตั้งแต่ด้านบนลงมาด้านข้างและด้านล่าง และโดยเลือกใช้แชมพูล้างรถที่ออกแบบมาสำหรับรถยนต์ที่มีค่า pH Balance โดยเริ่มลงแชมพูขัดที่ล้อ ทั้ง 4 ล้อ ก่อนอันดับแรก เพื่อไม่ให้คราบสกปรกจากล้อกระเด็นไปเปรอะตัวรถ จากนั้นให้ล้างตั้งแต่บนหลังคาลงมาด้านข้างตัวรถ ไปจนถึงฝากระโปรง และด้านหลัง โดยใช้ฟองน้ำขัดเน้นไปที่สิ่งสกปรกตามจุดต่างๆ 2.ลงแว็กซ์ ให้รถเอี่ยม ล้างรถอย่างเดียวอาจจะไม่ได้ช่วยทำให้รถฉ่ำวาวได้ ยิ่งออกไปเจอฝุ่น ควัน สภาพอากาศที่แปรปรวน ฝนตก แดดออก รถที่ล้างมาไม่กี่วันก็หมอง ฉะนั้น การลงแว็กซ์เคลือบสี จะเป็นการเพิ่มเสน่ห์ความเงางามรถได้ดี อย่าง 3M Extreme Spray Wax ผลิตภัณฑ์เคลือบเงาสีรถยนต์ ที่มีส่วนผสมของคานูบาให้ความเงาฉ่ำลึก ผิวสัมผัสลื่นช่วยลดการจับเกาะของฝุ่น พร้อมนวัตกรรมที่เหนือชั้น อย่าง Water Beading Performance รีดน้ำได้ดี ทำให้เม็ดน้ำกลม ไม่ว่าจะฝุ่นหนา ฝนตกหนักแค่ไหน รถก็ยังเงางาม แถมยังใช้งานง่ายเพียงแค่เขย่าขวด ฉีดสเปรย์ลงบนผิวรถ และเช็ดให้ขึ้นเงา เพียงแค่นี้รถคุณไม่หมองอีกต่อไป สนใจสั่งซื้อสินค้าได้ที่ Lazada 3.อย่าลืมล้อรถ!! การเคลือบล้อดำ ที่คนมักจะมองข้ามไป เพราะเข้าใจว่าทำให้รถดูดีเท่านั้น แต่จริง ๆ แล้วการเคลือบล้อรถดำช่วยรักษาการเสื่อมสภาพของล้อรถ โดยเฉพาะรักษาแก้มยางรถไม่ให้แตกลาย แถมยืดอายุการใช้งานของล้อรถอีกด้วย 3M Extreme Spray Tire ผลิตภัณฑ์เคลือบเงายางรถยนต์ มาในสูตรเสริมความเงาพิเศษ อัปเกรดความเงางามให้ยางรถยนต์ดำ เข้ม เหมือนใหม่ ติดทนนาน หมดปัญหาล้อรถยนต์ซีดจาง ไม่กัดกร่อนยางของรถ และไม่ทิ้งรอยคราบด่าง วิธีใช้หลังจากที่ล้างล้อรถแล้ว ก็ฉีดสเปรย์บริเวณแก้มยาง ระวังอย่าให้น้ำยาเคลือบไปโดนล้อแม็ก หรือจานเบรก แล้วใช้ฟองน้ำเช็ดลูบให้ทั่ว แค่นี้ก็ได้ล้อรถดำเข้มแล้ว สามารถหาซื้อได้ง่ายได้ที่ Lazada การดูแลรถให้ฉ่ำเงาเหมือนใหม่ทำเองได้ง่าย ๆ ที่บ้าน อีกทั้งยังไม่ต้องเสียเวลาล้างบ่อยอีกด้วย ประหยัดทั้งเงิน ทั้งเวลา และถ้าอยากได้ความคุ้มค่ามากยิ่งขึ้น สามารถสั่งซื้อ 3M Extreme Spray Wax หรือ 3M Extreme Spray Tire ได้ที่Lazada มีโปรโมชันแถมฟรี!! ชามัวร์ซับน้ำ Chamois ขนาด 66x43cm 1 ผืน ในทุกการสั่งซื้อ ห้ามพลาด!
Subaru The All-New Outback คว้ารางวัล
ซูบารุ ตอกย้ำความมั่นใจด้านเทคโนโลยีความปลอดภัยอีกครั้ง เมื่อ Subaru The All-New Outback (รุ่นจำหน่ายในทวีปยุโรป) ได้รับรางวัลความปลอดภัยสูงสุดระดับ 5 ดาวประจำปีพ.ศ.2564 จาก องค์กรทดสอบมาตรฐานความปลอดภัยของยานยนต์ Euro NCAP (European New Car Assessment Programme—Euro NCAP) การทดสอบความปลอดภัยโดย Euro NCAP เป็นการทดสอบระบบความปลอดภัยต่างๆ ในรถยนต์แต่ละรุ่น ได้แก่“ระบบการปกป้องผู้โดยสารผู้ใหญ่” “ระบบการปกป้องผู้โดยสารเด็ก”n “ระบบการปกป้องกลุ่มผู้สัญจรบนถนน” “ระบบช่วยเหลือเพื่อเพิ่มความปลอดภัยโดยรวม” โดย The All-New Outback ได้คะแนนในการประเมินทั้ง 4 ด้านสูงกว่าคะแนนมาตรฐานความปลอดภัยระดับ 5 ดาว อีกทั้งยังได้รับรางวัลสูงสุดด้านระบบช่วยเหลือเพื่อเพิ่มความปลอดภัยโดยรวม*2 และระบบการปกป้องกลุ่มผู้สัญจรบนถนน*3 ในการทดสอบความปลอดภัยของยานยนต์ทุกกลุ่ม รางวัลระดับ 5 ดาวจาก Euro NCAP ที่มอบ The All-New Outback ครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความสำเร็จจากความพยายามอย่างไม่หยุดยั้งของซูบารุที่มุ่งให้ทุกการขับขี่คือความปลอดภัย ซึ่งครั้งนี้เป็นครั้งที่ 9 ของซูบารุที่ได้รับรางวัลความปลอดภัยสูงสุดในการทดสอบจากสถาบันแห่งนี้ The All-New Outback ในประเทศไทย ที่เปิดตัวในเดือนมีนาคม ปีพ.ศ.2564 มาพร้อมกับเทคโนโลยีความปลอดภัยอายไซต์รุ่นใหม่ (EyeSight Driver Assist) ที่เพิ่มประสิทธิภาพการตรวจจับด้วยการขยายมุมรับภาพให้กว้างขึ้นกว่า 2 เท่า พร้อมเพิ่มฟังก์ชั่นการใช้งานหลากหลาย อีกทั้งยังเพิ่มสมรรถนะของระบบความปลอดภัยเมื่อเกิดการชน ซึ่งไม่เพียงมุ่งลดความเสียหายเฉพาะต่อผู้โดยสารเท่านั้น แต่ยังลดความเสียหายของคู่กรณี ด้วยโครงสร้างตัวถัง ซูบารุโกลบอล แพลตฟอร์ม ที่ช่วยกระจายแรงกระแทก The All-New Outback ได้ติดตั้งระบบควบคุมเบรกหลังเกิดการชน (Post Collision Brake Control) เป็นครั้งแรกในรถยนต์ซูบารุ โดยระบบจะช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุซ้ำซ้อนด้วยการเบรกและลดความเร็วของรถอัตโนมัติเมื่อเกิดการชน The All-New Outback (รุ่นจำหน่ายในไทย) ที่ได้นำเอาเทคโนโลยีความปลอดภัยโครงสร้างตัวถังแบบกระจายแรงกระแทก (ซูบารุ โกลบอล แพลตฟอร์ม) พร้อมระบบควบคุมเบรกหลังเกิดการชนเช่นเดียวกับรุ่น ที่จำหน่ายในทวีปยุโรปและได้รับเสียงตอบรับที่ดีเกินคาดจากแฟนซูบารุ โดยโควต้าการนำเข้าครั้งแรกกว่า 50 คัน อยู่ในกระบวนการการส่งมอบสำหรับลูกค้าที่จองไว้ตั้งแต่ช่วงเปิดตัว นอกจากนี้เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องซูบารุได้มีการขอโควตาเพื่อนำเข้า The All-New Outback จากญีปุ่นเพิ่มเติมอีก 50 คันภายในปีนี้ ด้วยความมุ่งมั่นในจุดยืน “ความปลอดภัยของลูกค้าคือหัวใจของเรา” ซูบารุยังคงพัฒนาระบบความปลอดภัยอย่างไม่หยุดยั้ง ทั้งระบบความปลอดภัยขั้นพื้นฐาน ระบบขับขี่ ระบบความปลอดภัยเชิงแก้ไข (passive safety) ระบบความปลอดภัยเชิงป้องกัน ตลอดจนเทคโนโลยีเพื่อความปลอดภัยต่าง ๆ ที่เพิ่มขึ้นภายใต้หลักการ All-around safety ที่เน้นสุนทรียภาพในการขับขี่ไปพร้อมกับความมั่นใจของผู้ขับและผู้โดยสารทุกคน
นิสสัน ช.เอราวัณมอเตอร์ ศาลายา โชว์รูมแห่งแรกในประเทศไทย
ภายใต้ “Nissan Retail Concept – NEXT” ดีลเลอร์อย่าง ช.เอราวัณ เปิดโชว์รูมแห่งแรกที่นำเสนอแนวคิดนวัตกรรมระดับโลก NRC-NEXT ตอกย้ำความมุ่งมั่นเพื่อยกระดับประสบการณ์ของลูกค้าอย่างต่อเนื่อง นิสสัน ช.เอราวัณมอเตอร์ ผู้จำหน่ายรถยนต์นิสสัน ขยายสาขาใหม่ โดยเป็นแห่งแรกในประเทศไทยที่ออกแบบภายใต้มาตรฐานโชว์รูม และศูนย์บริการ Nissan Retail Concept – NEXT (NRC-NEXT) ตั้งอยู่ ณ อำเภอศาลายา จังหวัดนครปฐม เพื่อมอบบริการคุณภาพและมาตรฐานระดับโลกให้แก่ลูกค้านิสสัน และตอกย้ำความมุ่งมั่นที่จะนำนวัตกรรมการดูแลลูกค้าที่ทันสมัยและการนำเสนอดิจิทัลในประเทศอย่างต่อเนื่อง การเปิดตัวโชว์รูมโฉมใหม่ในครั้งนี้ เป็นส่วนหนึ่งของแผนระดับโลกของนิสสัน ในการสร้างสรรค์โชว์รูมโฉมใหม่มาตรฐาน NRC-NEXT เพื่อยกระดับประสบการณ์ของลูกค้า หรือ customer journey โดดเด่นด้วยการออกแบบที่ปรับเปลี่ยนใหม่และการจัดวางสิ่งอำนวยความสะดวกใหม่เพื่อสร้างพื้นที่ที่สะดวกสบายและอบอุ่น เช่น ภายนอกใหม่พร้อมสัญลักษณ์แบรนด์โลโก้ใหม่ของนิสสันที่โดดเด่นเมื่อลูกค้ามาถึงโชว์รูม ภายในโซน ‘Nissan Drive’ พื้นที่ขายและให้คำปรึกษาให้การต้อนรับลูกค้าอย่างอบอุ่น พร้อมทั้งจัดแสดงผลิตภัณฑ์และเทคโนโลยีล่าสุดของนิสสัน พื้นที่ส่งมอบรถสร้างความประทับใจโดยเฉพาะเมื่อลูกค้าออกรถใหม่ อีกทั้งภายนอกศูนย์บริการที่ได้รับการออกแบบภูมิสถาปัตย์อย่างมีสไตล์เพื่อให้บริการได้อย่างมีประสิทธิภาพที่สุดตามมาตรฐานนิสสัน และเพื่อตอบสนองทุกความต้องการของลูกค้า มร.อิซาโอะ เซคิกุจิ ประธาน นิสสัน ประเทศไทย กล่าวย้ำบทบาทสำคัญของผู้จำหน่ายของนิสสันมีต่อการพัฒนาบริการเพื่อสร้างความประทับใจให้กับลูกค้าอย่างต่อเนื่องว่า “โชว์รูมใหม่ และเป็นแห่งแรกของประเทศไทยที่ได้รับการออกแบบมาตรฐาน NRC-NEXT เป็นแผนของนิสสันในการมอบประสบการณ์ และสิ่งแวดล้อมที่ดีที่สุดให้กับลูกค้าของเราเพื่อตอบสนองทุกความต้องการของพวกเขา โดยตลอดระยะเวลา 21 ปีที่ผ่านมา ช.เอราวัณมอเตอร์ และนิสสัน มีเป้าหมายร่วมกันในการส่งมอบผลิตภัณฑ์ และการให้บริการที่เกินความคาดหมายให้แก่ลูกค้าของเรามาอย่างต่อเนื่อง โชว์รูมและศูนย์บริการแห่งใหม่ที่น่าตื่นเต้นนี้คือตัวอย่างล่าสุดของเรื่องนี้ นอกจากนี้ นิสสัน ยังมีการนำเทคโนโลยี และระบบดิจิทัลเข้ามาใช้ในการจำหน่ายและให้บริการรถยนต์นิสสัน ในการให้ข้อมูลผลิตภัณฑ์ ไปจนถึงบริการหลังการขาย ระบบอัปเดตสถานะการซ่อมเรียลไทม์และการสั่งซื้ออะไหล่ เพื่อเพิ่มความอุ่นใจ ตลอดอายุการใช้งานรถยนต์นิสสัน” โชว์รูมนิสสันแห่งใหม่ ช.เอราวัณมอเตอร์ ศาลายา จ.นครปฐม ตั้งอยู่ในโซนพื้นที่ของเมืองที่กำลังขยาย มีทั้ง ที่อยู่อาศัย สถานศึกษา แหล่งการค้า แหล่งท่องเที่ยว รวมถึงกลุ่มธุรกิจและอุตสาหกรรมต่าง ๆ รองรับความต้องการและการเจริญเติบโตของกลุ่มลูกค้าปัจจุบันและในอนาคต รวมถึงเป็นเส้นทางสู่ภาคตะวันตกของประเทศไทย สามารถให้บริการรถยนต์สูงสุดกว่า 380 คันต่อเดือน พร้อมสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน เช่น ห้องรับรองลูกค้าที่ทันสมัยและให้ความรู้สึกผ่อนคลาย พร้อมต้อนรับทุกกลุ่มลูกค้าที่สนใจรถยนต์นิสสัน โดยมีเจ้าหน้าที่ฝ่ายขายที่ได้รับการฝึกอบรม และมีความรู้เกี่ยวกับผลิตภัณฑ์เป็นอย่างดี ทั้งนี้สาขาศาลายาเป็นโชว์รูมและศูนย์บริการนิสสันแห่งที่ 4 ของกลุ่ม ช.เอราวัณมอเตอร์ ซึ่งสะท้อนถึงความมุ่งมั่นของ ช.เอราวัณมอเตอร์ ในการนำเสนอบริการที่เป็นเลิศ เพื่อยกระดับประสบการณ์ลูกค้า นอกจากนี้ช.เอราวัณมอเตอร์ ยังได้รับรางวัลต่าง ๆ ของนิสสัน อาทิ Best Dealer Award สำหรับผู้จำหน่ายยอดเยี่ยมของภาคกลางและภาคตะวันออก คุณวิวัฒน์ จันทร์วาววาม ประธานกรรมการ บริษัท ช.เอราวัณมอเตอร์ จำกัด กล่าวเสริมเพื่อยืนยันถึงความมุ่งมั่นในการทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดกับนิสสัน เพื่อยกระดับประสบการณ์ลูกค้าว่า “เรามีความมั่นใจในผลิตภัณฑ์และการทำงานร่วมกันกับนิสสัน จึงได้ลงทุนเพื่อสร้างโชว์รูมใหม่ตามแนวคิดในระดับโลกของนิสสัน เพื่อมอบความสะดวกสบายและบริการที่ดีที่สุดให้กับลูกค้าของเราทุกคน ไม่ว่าจะซื้อรถใหม่ หรือนำรถเข้ารับบริการ สำหรับกลุ่มบริษัท ช.เอราวัณมอเตอร์ จำกัด เรามุ่งมั่นในนโยบาย “Happiness Guaranteed” ซึ่งหมายความว่าลูกค้าจะได้รับความสะดวกสบาย ความมั่นใจ และความสุขทุกครั้งเมื่อเลือกซื้อผลิตภัณฑ์และบริการนิสสันจากเรา” ในช่วงที่สถานการณ์ของโรคโควิด-19 มาตรการเพื่อช่วยเหลือป้องกันการแพร่ระบาดและอำนวยความสะดวกให้แก่ลูกค้านิสสัน ภายใต้โครงการ “Care for You” พร้อมเดินหน้ายกระดับประสบการณ์ของลูกค้านับตั้งแต่เลือกซื้อรถ ขับรถยนต์ออกไปจากโชว์รูมจนถึงการนำรถยนต์กลับมารับบริการ ทั้งหมดจะต้องได้รับการดูแลและปรนนิบัติด้วยความใส่ใจอย่างสูงสุดตลอดช่วงเวลาที่เป็นเจ้าของรถยนต์นิสสัน ปัจจุบัน นิสสัน มีเครือข่ายโชว์รูมและศูนย์บริการ 178 แห่งครอบคลุมทั่วประเทศ โดยตั้งเป้าหมายการพัฒนาโชว์รูมทั้งหมดภายใต้แนวคิด NRC-NEXT ใหม่นี้ให้แล้วเสร็จภายในปีงบประมาณ พ.ศ. 2566
ยามาฮ่า จัดหนัก
ยามาฮ่า แจกโชคใหญ่ผ่านแคมเปญ “ยามาฮ่า ใจดี…ช่วยผ่อน” ซีซั่น 2 มอบโชคครั้งที่ 1 มูลค่า 8.6 ล้านบาท คุณภาณุพล กิตติคำรณ รองผู้จัดการใหญ่ด้านการขายและการตลาด บริษัท ไทยยามาฮ่ามอเตอร์ จำกัด ร่วมจับรางวัลมอบโชคใหญ่ผ่านแคมเปญ “ยามาฮ่า ใจดี…ช่วยผ่อน” ซีซั่น 2 สำหรับผู้ที่ซื้อรถจักรยานยนต์ยามาฮ่าทุกรุ่น(เครื่องยนต์ต่ำกว่า 400 ซีซี) จากร้านผู้จำหน่ายรถจักรยานยนต์ยามาฮ่าทุกสาขาทั่วประเทศ รับโชคช่วยผ่อนสูงสุด 50,000 บาท จำนวน 40 รางวัล รวมมูลค่า 2,000,000 บาท พร้อมทั้งรางวัลอื่นๆ อีก 2,380 รางวัล รวมมูลค่า 8,600,000 บาท แคมเปญ “ยามาฮ่า ใจดี…ช่วยผ่อน” ซีซั่น 2 จะจับรางวัลครั้งต่อไปในวันที่ 5 พฤศจิกายน 2564 เวลา 14.00 น. ร่วมลุ้นเป็นผู้โชคดีผ่านแคมเปญนี้ได้ง่ายๆ เพียงซื้อรถจักรยานยนต์ยามาฮ่าทุกรุ่น (เครื่องยนต์ต่ำกว่า 400 ซีซี) จากร้านผู้จำหน่ายรถจักรยานยนต์ยามาฮ่าทุกสาขาทั่วประเทศ โดยของรางวัลตลอดทั้งรายการรวม 5,000 รางวัล มูลค่า 20 ล้านบาท สำหรับการมอบโชคผ่านแคมเปญ “ยามาฮ่า ใจดี…ช่วยผ่อน” ซีซั่น 2 ครั้งที่ 1 จำนวน 2,380 รางวัล รวมมูลค่า8,600,000 บาท ในครั้งนี้มีขึ้น ณ อาคารสำนักงาน บริษัท ไทยยามาฮ่ามอเตอร์ จำกัด ร่วมตรวจรายชื่อผู้โชคดีได้ที่ https://www.yamaha-motor.co.th ลูกค้าที่สนใจสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับแคมเปญ “ยามาฮ่าใจดี ช่วยผ่อน ซีซั่น 2” ได้ที่ ร้านผู้จำหน่ายรถจักรยานยนต์ยามาฮ่าทั่วประเทศ , Yamaha Call Center : 02-263-9999 และสามารถติดตามข่าวสารกิจกรรมได้ที่ Facebook : Yamaha Society Thailand และเว็บไซต์www.yamaha-motor.co.th
บริดจสโตน ใช้แสงอาทิตย์ผลิตยาง
บริษัท บริดจสโตน ไทร์ แมนูแฟคเจอริ่ง (ประเทศไทย) จำกัด ได้เริ่มดำเนินการใช้ระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ตามแผนดำเนินการในเฟสที่ 1 เพื่อสนับสนุนกระบวนการผลิตภายในโรงงานผลิตยางสำหรับรถบรรทุกและรถโดยสาร จ.ชลบุรี ซึ่งเป็นครั้งแรกของการใช้ระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ของบริดจสโตนในประเทศไทย ระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ขนาดกำลังผลิต 1 เมกะวัตต์ ที่ใช้ในเฟสที่ 1 ประกอบด้วยแผงโซลาร์เซลล์ทั้งหมด 2,160 แผง ซึ่งถูกติดตั้งบนหลังคาของโรงงาน สำหรับในเฟสที่ 2 บริษัทจะดำเนินการติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ขนาดกำลังผลิต 4 เมกะวัตต์เพิ่มเติม พร้อมการใช้พลังงานหมุนเวียนให้มีสัดส่วน 40% ของพลังงานไฟฟ้าในการผลิตทั้งหมด โดยจะดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในปี 2566 ทั้งนี้ บริดจสโตน ไทร์ แมนูแฟคเจอริ่ง คาดว่าจะช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้ถึง 30,000 ตันต่อปี *1 (ลดลงประมาณ 50% จากระดับในปี 2554) และยังช่วยเพิ่มสัดส่วนการใช้พลังงานหมุนเวียนได้ถึง 45% *2 ภายในปี 2566 มร.โชสุเกะ นามิยามา กรรมการผู้จัดการ บริษัท บริดจสโตน ไทร์ แมนูแฟคเจอริ่ง (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “นอกเหนือจากการหาโซลูชั่นเพื่อนำมาปรับปรุงประสิทธิภาพด้านการใช้พลังงานแล้วบริดจสโตนยังมุ่งมั่นส่งเสริมความยั่งยืนและความเสมอภาคให้มีมากยิ่งขึ้นในสังคม การติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์นี้เป็นอีกก้าวสำคัญในการมุ่งสู่เป้าหมายด้านสิ่งแวดล้อมในระยะยาวของบริดจสโตน (ภายในปี 2593 และปีต่อๆ ไป) เพื่อขับเคลื่อนความเป็นกลางทางคาร์บอน” กลุ่มบริษัทในเครือบริดจสโตนเดินหน้าด้วยกรอบแนวคิดการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืนตามแผนการดำเนินธุรกิจระยะกลาง (ปี 2564 – 2566) *3 ยกระดับวิสัยทัศน์เพื่อส่งมอบคุณค่าให้แก่สังคมและลูกค้า ในฐานะองค์กรผู้ส่งมอบโซลูชั่นอย่างยั่งยืนก้าวสู่ปี 2593 ซึ่งกรอบแนวคิดการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน *4 ได้กำหนดขึ้นเพื่อสนับสนุนการหมุนเวียนทรัพยากร, การลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์, การใช้เศรษฐกิจหมุนเวียน และความเป็นการทางคาร์บอนในการดำเนินธุรกิจ นอกจากนี้ เป้าหมายด้านสิ่งแวดล้อมระยะยาวของกลุ่มบริษัทในเครือบริดจสโตน คือการมุ่งสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอนภายในปี 2593 ในขณะที่เป้าหมายด้านสิ่งแวดล้อมระยะกลางภายในปี2573* 5 กำหนดเป้าหมายลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ 50% ภายในปี 2573 จากระดับในปี2554 ตามเป้าหมายด้านสิ่งแวดล้อมระยะกลาง บริดจสโตนยังวางแผนดำเนินการติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ที่บริษัท ไทยบริดจสโตน จำกัด และอีกสองบริษัทในเครือ คือ บริษัท บริดจสโตน สเปเชียลตี้ ไทร์ แมนูแฟคเจอริ่ง (ประเทศไทย) จำกัด และบริษัท บริดจสโตน เมตัลฟา(ประเทศไทย) จำกัด ภายในปี 2566 และเมื่อเร็วๆ นี้ ไทยบริดจสโตนได้ลงนามในสัญญาซื้อขายไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์กับบริษัท อิมแพคท์ โซล่าร์ กรุ๊ป ผู้ให้บริการรายแรกและผู้นำในการให้บริการด้านโซลูชั่นระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ ในการติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ขนาดกำลังผลิตขนาดใหญ่ถึง 9.9 เมกะวัตต์ ที่โรงงานหนองแค และเมื่อดำเนินการแล้วเสร็จ ไทยบริดจสโตนจะเป็นบริษัทที่ใช้ระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ด้วยกำลังผลิตขนาดใหญ่ที่สุดของกลุ่มบริษัทในเครือบริดจสโตนทั่วโลก
มิตซูบิชิ รับใบประกาศเกียรติคุณ
บริษัท มิตซูบิชิ มอเตอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด นำโดย มร. โมะริคาซุ ชกกิ ประธานคณะกรรมการ บริษัท มิตซูบิชิมอเตอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด และ ประธาน มูลนิธิ มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย พร้อมด้วย มร. เออิอิชิ โคอิโตะกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท มิตซูบิชิ มอเตอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด รับใบประกาศเกียรติคุณ ผู้ช่วยเหลือราชการกรมป่าไม้ สาขาส่งเสริมและพัฒนาป่าชุมชน ประจำปี พ.ศ. 2564 จากกรมป่าไม้ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเนื่องในงานวันสถาปนากรมป่าไม้ ครบรอบ 125 ปี “รัฐมีป่า ประชามีสุข ยุควิถีใหม่” โดยรางวัลดังกล่าวมอบให้เพื่อเชิดชูเกียรติของ มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย และมูลนิธิฯ ที่สนับสนุนการสร้างกระบวนการมีส่วนร่วมของชุมชนในการอนุรักษ์ทรัพยากรป่าไม้ สร้างความรู้ความเข้าใจในด้านการจัดการทรัพยากรป่าไม้และสิ่งแวดล้อมในชุมชน ตลอดจนพัฒนาพื้นที่สาธารณะประโยชน์ให้เป็นแหล่งเรียนรู้ด้านป่าไม้และนันทนาการ ซึ่งบริษัทฯ และมูลนิธิฯ ได้ผ่านหลักเกณฑ์การคัดเลือกจากประกาศและความเห็นชอบของคณะกรรมการการคัดเลือก นำโดย นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มร.โมะริคาซุ ชกกิ ประธานคณะกรรมการ บริษัท มิตซูบิชิ มอเตอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด และ ประธานมูลนิธิ มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย กล่าวว่า “เรารู้สึกภาคภูมิใจและเป็นเกียรติที่ได้เป็นส่วนสำคัญของสังคมในการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมของประเทศ โดยเราได้จัดตั้ง “มูลนิธิ มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย” ขึ้น เพื่อเป็นส่วนหนึ่งใน พันธสัญญาระยะยาวที่เราจะขับเคลื่อนสังคมไทยให้เติบโตไปข้างหน้า ซึ่งความทุ่มเทของเราต่อการใส่ใจสิ่งแวดล้อมนั้นสอดคล้องกับหนึ่งใน 3 แกนหลักสำคัญของมูลนิธิ มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย ได้แก่ 1) ด้านสิ่งแวดล้อม 2) ด้านสุขภาพและชีวอนามัย และ 3) ด้านการศึกษาและจริยธรรม ซึ่งรางวัลที่เราได้รับในครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจของเราที่จะขับเคลื่อนอุตสาหกรรมยานยนต์ของประเทศไทยเพื่อความเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน และในโอกาสพิเศษครบรอบ 60 ปี ของมิตซูบิชิ มอเตอร์ส ในประเทศไทย เราได้จัดโครงการ “ปลูกป่า 60 ไร่” โดยผนึกพลังความร่วมมือระหว่าง 4 หน่วยงาน ได้แก่ มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย มูลนิธิ มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย กรมป่าไม้ และองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) หรือ อบก. เติมความสมบูรณ์สู่ป่าที่ชุมชนบ้านอ่างกระพงศ์ อำเภอบ่อทองจังหวัดชลบุรี จำนวน 20 ไร่ และ อีก 40 ไร่ ที่ชุมชนบ้านนางาม อำเภอวัฒนานคร จังหวัดสระแก้ว รวมถึงสร้างการมีส่วนร่วมและสำนึกรักผืนป่าให้แก่ชาวบ้านในชุมชนจากรุ่นสู่รุ่น ได้ช่วยกันปลูกและดูแลรักษาผืนป่าให้คงความอุดมสมบูรณ์ โดยจุดประสงค์ของการปลูกป่าในครั้งนี้ เกิดจากพันธกิจของเราที่มุ่งมั่นจะลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสู่ชั้นบรรยากาศ และต่อสู้กับการเปลี่ยนแปลงทางสภาพภูมิอากาศ ซึ่งจะส่งผลดีต่อ ทั่วทั้งภูมิภาค ในด้านการรักษาสมดุลของธรรมชาติรวมถึงรักษาแหล่งกักเก็บน้ำได้อย่างสมบูรณ์” มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย ยังคงเดินหน้าสนับสนุนการใช้พลังงานสะอาดอย่างเต็มที่ โดยโครงการปลูกป่าดังกล่าวถือเป็นหนึ่งในโครงการความริเริ่มของบริษัทฯ ที่จะช่วยดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) ในอากาศ ควบคู่ไปกับการติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์บนหลังคาของศูนย์การผลิตรถยนต์มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย ที่แหลมฉบัง จังหวัดชลบุรี รวมถึงเปิดตัวรถยนต์ มิตซูบิชิ เอาท์แลนเดอร์ พีเอชอีวี รถยนต์ปลั๊กอินไฮบริดสัญชาติญี่ปุ่นรุ่นแรกที่ผลิตขึ้นในประเทศไทย ในปี พ.ศ. 2563 ซึ่งจากการศึกษาการประเมินการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ตามวัฏจักรชีวิตของผลิตภัณฑ์ (Life Cycle Assessment – LCA) ของมิตซูบิชิ มอเตอร์ส คอร์ปอเรชั่น พบว่า ตราบจนปัจจุบัน รถยนต์ประเภทปลั๊กอินไฮบริดเป็นหนึ่งในทางเลือกที่ดีที่สุดเพื่อการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม เมื่อพิจารณาปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ไม่เฉพาะจากปลายท่อไอเสียรถยนต์ แต่หมายรวมถึงทั้งกระบวนการการผลิตทั้งหมด ทั้งจากการผลิตกระแสไฟฟ้า และจากกระบวนการการผลิตรถยนต์อีกด้วย
