MOTOR SHOW 2022

ดร.ปราจิน -นายอโณทัย เอี่่ยมลำเนา  ให้การต้อนรับ คุณสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสากรรมพร้อมคณะฯ ในโอกาสเยี่ยมชมการจัดงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 43  โดย ฯพณฯ สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสากรรม ลงพื้นที่เยี่ยมชมการจัดงานบางกอกอินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 43 พร้อมด้วย นายธีระยุทธ วานิชชัง ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจํากระทรวงอุตสาหกรรม นายกฤชนนท์ อัยยปัญญา เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม นายกอบชัย สังสิทธิสวัสดิ์ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม นายวิษณุ ทับเที่ยง นายใบน้อย สุวรรณชาตรี ผู้ตรวจราชการกระทรวงอุตสาหกรรม และคณะผู้บริหารกระทรวงอุตสาหกรรม เข้าร่วม โดยมี ดร. ปราจิน เอี่ยมลำเนา ประธานการจัดงานฯ พร้อมนายอโณทัยเอี่ยมลำเนา รองประธานการจัดงานฯ ให้การต้อนรับ ณ อาคารชาเลนเจอร์ ฮอลล์ 1-3 อิมแพ็ค เมืองทองธานี   รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ได้กล่าวชื่นชมคณะผู้จัดงานฯ ที่มีการเตรียมพร้อมตามมาตรการป้องกันการแพร่ระบาดเชื้อไวรัสโควิด-19 เป็นอย่างดี โดยมีประชาชนให้ความสนใจการจัดงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนลมอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 43 เป็นอย่างมาก ซึ่งรัฐบาลให้ความสำคัญกับอุตสาหกรรมยานยนต์เพราะประเทศไทยเป็น 1 ใน10 ประเทศหลักที่ผลิตรถยนต์ของโลก โดยในประเทศอาเซียน ประเทศไทยเป็นอันดับ 1 ซึ่งในปีนี้มีการประกอบรถยนต์ในประเทศไทยประมาณ 1,800,000 คัน ขณะที่การจัดงานในปีนี้ พบว่า มีบริษัทผู้ประกอบรถยนต์ไฟฟ้าเพิ่มมากขึ้น ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายรัฐบาลที่ต้องการให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางในการผลิตรถยนต์ไฟฟ้า โดยรัฐบาลตั้งเป้าภายใน 5 ปีจากนี้ จะมีการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าในประเทศไม่น้อยกว่า 360,000 คัน โดยแบ่งเป็นใช้ในประเทศ260,000 คัน และส่งออก 100,000 คัน ซึ่งรัฐบาลเองมีมาตรการในการลดภาษีการนำเข้าของผู้ประกอบการ และลดภาษีสรรพสามิต รวมถึงมีมาตรการสนับสนุนให้ผู้ประกอบการรถยนต์ จึงคาดว่าในอนาคตรถยนต์ไฟฟ้าจะได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นอย่างแน่นอน สำหรับงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 43 จัดขึ้นภายใต้แนวคิด “ก้าวด้วยกัน ไปด้วยใจไปได้ไกล” หรือ “KEEP MOVING FORWARD TOGETHER” โดย บริษัท กรังด์ปรีซ์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด(มหาชน) ผู้จัดงาน และมี 27 บริษัทรถยนต์ 8 บริษัทรถจักรยานยนต์ และส่วนที่เกี่ยวข้องกับการให้บริการด้านยานยนต์เข้าร่วมจัดแสดงบนพื้นที่กว่า 170,960 ตารางเมตร  

 
Read More

BANGKOK USED CAR SHOW 2022

หลังจากเปิดฉาก“งานบางกอก ยูสคาร์โชว์ ครั้งที่ 13” ชูคอนเซ็ปต์ ‘ONE STOP SHOPPING ครบจบในที่เดียว’ โดยงานนี้ กรังด์ปรีซ์ฯ ผนึกกำลังพันธมิตร ผลักดันธุรกิจรถยนต์มือสองให้เติบโตอย่างต่อเนื่อง บริษัท กรังด์ปรีซ์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) จัดงาน “มหกรรมรถยนต์มือสอง ครั้งที่ 13 หรือ The 13rd Bangkok Used Car Show” ภายใต้คอนเซ็ปต์ ‘ONE STOP SHOPPING ครบจบในที่เดียว’  พร้อมจับมือร่วมกับ “กรุงศรี ออโต้” และ “สมาคมผู้ประกอบการรถยนต์ใช้แล้ว” ยกระดับการจัดงานเข้าสู่ระดับสากล มุ่งมั่นสร้างความมั่นใจให้ผู้บริโภค การันตีรถยนต์ในงานทุกคัน อัดโปรโมชั่นและข้อเสนอสุดพิเศษสำหรับลูกค้าในงานโดยงานจัดขึ้นระหว่างวันที่ 23 มีนาคม–3 เมษายน 2565 คุณจาตุรนต์ โกมลมิศร์ กรรมการบริหาร / ประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการ บริษัท กรังด์ปรีซ์ อินเตอร์เนชั่นแนลจำกัด (มหาชน) ในฐานะประธานจัดงาน “ The 13rd Bangkok Used Car Show หรือ มหกรรมรถยนต์มือสอง ครั้งที่ 13” เปิดเผยว่า “แม้ในช่วงที่ผ่านมาธุรกิจในกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ ไม่ว่าจะเป็นรถยนต์รุ่นใหม่ หรือรถยนต์มือสอง ต่างได้รับผลกระทบอย่างหนักจากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ซึ่งในฐานะผู้บุกเบิกการจัดงานแสดงรถยนต์ในประเทศไทย ยังคงมีความมุ่งมั่นที่จะเป็นส่วนหนึ่งของการ กระตุ้นให้ธุรกิจยานยนต์ในประเทศไทยผ่านพ้นวิกฤติ และกลับมาเติบโตได้อย่างแข็งแกร่งอีกครั้ง การจัดงานมหกรรมรถยนต์มือสอง ครั้งที่ 13 ยังคงได้รับความไว้วาง ใจจากทั้งบริษัทรถยนต์ชั้นนำ ผู้ประกอบการธุรกิจรถยนต์มือสอง เข้าร่วมสนับสนุนให้เกิดการจัดงานแสดงรถยนต์ใช้แล้วมาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งไม่ใช่แค่เพียงการจัดขึ้นเพื่อตอบรับ และอำนวยสะดวกต่อความต้องการของผู้บริโภคที่จะเข้ามาเลือกซื้อรถภายในงาน แต่ยังเป็นการตอกย้ำถึงความตั้งใจจริงที่จะยกระดับมาตรฐานการจัดงานให้มีความเป็นสากล ทั้งการการันตีคุณภาพรถจากผู้จำหน่าย การจัดแคมเปญโปรโมชั่นที่มากกว่า หรือเทียบเท่ากับรถรุ่นใหม่ ด้วยมาตรฐานการจัดงานอย่างมืออาชีพ ประเทศไทยเป็นหนึ่งในประเทศชั้นนำด้านอุตสาหกรรมยานยนต์แห่งหนึ่งของโลก มีการซื้อขายรถยนต์รุ่นใหม่ในแต่ละปีเป็นตัวเลขจำนวนมหาศาล จึงส่งให้การหมุนเวียนของรถยนต์ใช้แล้วในตลาดเป็นจำนวนมาก ซึ่งเราเล็งเห็นมาตลอดว่าตลาดรถยนต์ใช้แล้วในประเทศไทยเป็นตลาดใหญ่ที่มีศักยภาพสูงมาก เพราะยังมีกลุ่มผู้บริโภคที่นิยมความคุ้มค่าและไม่ต้องการใช้จ่ายเงินจำนวนมากไปกับรถใหม่ป้ายแดง กรังด์ปรีซ์ฯ จึงเป็นผู้ริเริ่มในการจัดงาน บางกอก ยูสคาร์โชว์ เป็นครั้งแรกในประเทศไทยตั้งแต่ปี 2552 เพื่อเป็นศูนย์กลางในการซื้อขายรถยนต์ใช้แล้วมาจนถึงปัจจุบัน”  อนึ่ง สิ่งที่เป็นเครื่องยืนยันถึงคุณภาพการจัดงาน และสร้างความเชื่อมั่น ให้กับลูกค้าที่เข้ามาซื้อรถภายในงาน คือการที่คณะผู้จัดงานฯ ร่วมกับทาง“สมาคมผู้ประกอบการรถยนต์ใช้แล้ว” พร้อมด้วยผู้จำหน่ายรถยนต์มือสองทุกบริษัท สร้างความเชื่อมั่นด้วยการพร้อมใจกันการลงนามในบันทึกความเข้าใจร่วมกัน (MOU) เพื่อการันตีและรับประกันคุณภาพรถยนต์ที่ถูกนำมาจำหน่ายภายในงาน   อีกทั้งยังคงมีพัธมิตรที่ดีอย่าง“กรุงศรี ออโต้” ที่เข้าร่วมเป็นผู้สนับ สนุนหลักในการจัดงานมาอย่างยาวนานพร้อมทั้งร่วมออกบูธ และนำเสนอโปรโมชั่นพิเศษ จากบริการ กรุงศรี ยูสด์ คาร์ ในการอนุมัติสินเชื่อให้กับลูกค้าภายใน 15 นาที พร้อมรับข้อเสนอผ่อนสบายสูงสุดนาน 48 เดือนและของสมนาคุณมากมาย ซึ่งจะช่วยให้ผู้บริโภคสามารถเป็นเจ้าของรถยนต์มือสองได้ง่ายขึ้น สำหรับงานในปีนี้ งานบางกอก ยูสคาร์ โชว์ ครั้งที่ 13 จะจัดขึ้นภายใต้แนวคิด “ONE STOP SHOPPING หรือ ครบจบในที่เดียว” ระหว่างวันที่ 23 มีนาคม ถึงวันที่ 3 เมษายน 2565 บริเวณด้านหลัง อาคารชาเลนเจอร์ ฮอลล์1-2 อิมแพ็ค เมืองทองธานี มีผู้ประกอบการจำหน่ายรถยนต์มือสองและอุปกรณ์ตกแต่งรถยนต์เข้าร่วมงานจำนวน 8 ราย โดยจะนำรถยนต์หลากหลายรุ่น จากแบรนด์สัญชาติญี่ปุ่น และ ยุโรป มากกว่า 100 คัน มาจัดแสดง ประกอบด้วยบริษัท AUTO MASTER, รถเศรษฐี, MILLENNIUM AUTO, MASTER CERTIFIED USED CAR, TRIPLE M , YO RATCHADA ,TARGET,  CARSOME  นอกจากนั้น ยังมีบูธจัดแสดงอุปกรณ์ตกแต่งรถยนต์ จาก ฟิล์มกรองแสงแบรนด์ Glasia เข้ามาร่วมจัดแสดงภายในงานครั้งนี้ โดย ฟิล์มกรองแสง Glasia เป็นฟิล์มเซรามิคชั้นดีมีตาข่ายระบายความร้อน ป้องกันอินฟราเรดจากแสงแดดสูงถึง 85% และกันยูวี 100%  ซึ่งมาพร้อมโปรโมชั่นติดตั้งฟิล์มกรองแสงกลาเซียรอบคัน รวมบานหน้าเริ่มต้นที่ 3,900 บาท เฉพาะภายในงานบางกอก ยูสคาร์ โชว์ ครั้งที่ 13  เท่านั้น  

 
Read More

VOLVO DRIVING EXPERIENCE 2022

วอลโว่จัดกิจกรรม “Volvo Driving Experience 2022” ภายใต้คอนเซ็ปต์ “Volvo Recharge The Drive In You” เพื่อให้ลูกค้าและสื่อมวลชนได้ร่วมทดสอบสมรรถนะรถยนต์วอลโว่โมเดลใหม่ทุกรุ่น ณ สนามปทุมธานี สปีดเวย์ บนพื้นที่กว่า 100 ไร่ เพื่อฉลองความสำเร็จในการเติบโตของยอดขายรถยนต์ปลั๊กอินไฮบริด (Plug-in Hybrid) และ รถยนต์พลังงานไฟฟ้า 100% (Pure Electric) ที่เติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง อีกทั้งเพื่อตอกย้ำถึงความเป็นผู้นำทางด้านเทคโนโลยียานยนต์ขั้นสูงบนรถยนต์วอลโว่ทุกรุ่น ที่มาพร้อมกับระบบความปลอดภัยอันชาญฉลาดและสมรรถนะการขับขี่ขั้นสูง ตลอดจนดีไซน์อันโฉบเฉี่ยว หรูหรา มีความโดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ตามแบบฉบับของวอลโว่ พร้อมตอบโจทย์ทุกไลฟสไตล์การขับขี่ให้กับทุกเจเนอเรชั่นได้อย่างแท้จริง มร.คริส เวลส์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท วอลโว่ คาร์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า“จากพันธกิจของเราในการส่งมอบรถยนต์ไฟฟ้าแต่เพียงเท่านั้นให้แก่ลูกค้า เพื่อสร้างความยั่งยืนให้แก่สังคมและสิ่งแวดล้อม ตลอดจนเพื่อส่งมอบรถยนต์ที่มีสมรรถนะสูงและมีความปลอดภัยต่อผู้คนทั้งภายในและภายนอกรถยนต์ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ เราจึงมุ่งมั่นนำเสนอรถยนต์รุ่นใหม่ ๆ ที่ผ่านการพัฒนาทั้งทางด้านนวัตกรรมและการขับเคลื่อน เพื่อให้ลูกค้าของเราได้รับประสบการณ์ในการขับขี่ที่ดีที่สุด โดยกิจกรรมในวันนี้ เราหวังเป็นอย่างยิ่งว่าผู้ที่ได้เข้าร่วมกิจกรรมจะเกิดความประทับใจและมีความสุขในทุกการขับขี่รถยนต์วอลโว่ในทุกโมเดล” การจัดกิจกรรมรอบพิเศษครั้งนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อส่งมอบประสบการณ์การขับขี่ครั้งสำคัญของรถยนต์วอลโว่ประเภท   เอสยูวี, สปอร์ตเอสเตท อเนกประสงค์ และซีดาน ที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้าให้แก่ลูกค้าและสื่อมวลชน โดยวอลโว่ได้ขนทัพรถยนต์รุ่นต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น Volvo XC40 Recharge Pure Electric – รถรุ่นแรกในตระกูลคอมแพ็กเอสยูวีของวอลโว่ที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้าแบบ 100%, Volvo XC40 Recharge Plug-in Hybrid – คอมแพ็กเอสยูวีที่อัดแน่นด้วยนวัตกรรมการขับขี่ขั้นสูง, รถรุ่นอัพเกรด Volvo XC60 Recharge Plug-in Hybrid เอสยูวีขนาดกลางระดับพรีเมียมที่มียอดจำหน่ายสูงถึง 1,000,000 คันทั่วโลก, Volvo V60 Recharge Plug-in Hybrid – ยนตกรรมสไตล์สปอร์ตเอสเตท อเนกประสงค์ที่มาพร้อมนวัตกรรมและเทคโนโลยีความปลอดภัยที่ไร้คู่แข่ง, Volvo S60  Recharge Plug-in Hybrid และ Volvo S90 Recharge Plug-in Hybrid รถยนต์เจ้าของรางวัล “ซีดานขนาดกลางยอดเยี่ยม จากงาน 2019 Car of The Year Awards” และ Volvo XC90 Recharge Plug-in Hybrid ลักชัวรี่เอสยูวีรางวัลระดับโลกที่เพียบพร้อมด้วยเทคโนโลยี และดีไซน์สไตล์สแกนดิเนเวียนที่มอบความหรูหราในทุกรายละเอียด โดยไฮไลท์พิเศษภายในสนามทดสอบ ได้ออกแบบสถานีทดสอบที่มีความหลากหลายและท้าทาย เพื่อให้ผู้ขับขี่ได้ร่วมทดสอบสมรรถนะอันยอดเยี่ยมของนวัตกรรม เครื่องยนต์ และ ฟีเจอร์ของรถยนต์วอลโว่ อาทิ ฐาน SUV Station การขับทดสอบรุ่นรถ Volvo XC60 Recharge Plug-in Hybrid และ Volvo XC90 Recharge Plug-in Hybrid ออกแบบให้เป็นฐานเนินสูงและต่ำ สลับกันซ้ายขวาเพื่อขับทดสอบช่วงล่างของรถยนต์ และยังมีฐานกึ่งตะแคง เพื่อทดสอบระบบการขับเคลื่อน  สอบถามรายละเอียดเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์และรายชื่อศูนย์บริการวอลโว่ได้ที่ศูนย์บริการลูกค้า 02-161-4144 โดยสามารถดูข่าวสารกิจกรรมล่าสุดของบริษัทได้ที่เว็บไซต์ www.volvocars.com/th  

 
Read More

IRC หนุนศักยภาพเยาวชนไทย

“การแข่งขันฮอนด้าประหยัดเชื้อเพลิง” ครั้งที่ 24 (The 24th Honda Eco Mileage Challenge) ชวนเยาวชนประชันไอเดียยานยนต์ประหยัดเชื้อเพลิง เพื่อโลกอนาคต ชูนวัตกรรมยาง Eco-run เสริมศักยภาพทีมเยาวชนไทยเข้าแข่งขันเวทีแข่งขันที่ญี่ปุ่น โดย ครั้งนี้ IRC เข้าร่วมสนับสนุนกิจกรรม ยางรถจักรยานยนต์ IRC และรถจักรยานยนต์ฮอนด้า  ร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษาจัดการแข่งขัน Honda Eco Mileage Challenge หรือฮอนด้าประหยัดเชื้อเพลิง ปีที่ 24 ภายใต้แนวคิด “ท้าทายพลังความคิด ประดิษฐ์นวัตกรรมรักษ์โลก” ณ สนามช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต จ.บุรีรัมย์ เปิดโอกาสให้เยาวชนจากสถาบันอาชีวศึกษาและอุดมศึกษา เข้าแข่งขันออกแบบและประดิษฐ์ยานยนต์ที่ประหยัดเชื้อเพลิงที่สุด ร่วมท้าพิสูจน์ว่าน้ำมัน 1 ลิตร จะสามารถวิ่งได้ไกลแค่ไหน โดยในครั้งนี้มีทีมเข้าร่วมมากถึง 311 ทีมจากทั่วประเทศ คุณทาเคชิ อะราคาวา กรรมการบริหาร บริษัท อีโนเว รับเบอร์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ IRC เปิดเผยว่า IRC สนับสนุนยาง Eco Run ให้กับทีมเยาวชนไทยที่เข้าร่วมการแข่งขัน Honda Eco Mileage Challenge ปีนี้นับเป็นครั้งที่ 24 ซึ่งเป็นการแสดงถึงศักยภาพ และทักษะวิศวกรรมด้านยานยนต์ของนักเรียนและนักศึกษาวิทยาลัยอาชีวศึกษาและอุดมศึกษา รวมไปถึงเป็นการส่งเสริมให้นักเรียนและนักศึกษาใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์ ซึ่ง IRC ขอเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยสนับสนุนกิจกรรมที่สร้างสรรค์ผลงานดีๆ และนวัตกรรมใหม่ๆ เพื่อสร้างชื่อเสียงให้กับประเทศต่อไป คุณคณิน เหล่าจินดา ผู้จัดการทั่วไป บริษัท IRC กล่าวว่า นวัตกรรมยาง Eco Run ของ IRC เป็นเทคโนโลยีที่ผลิตจากประเทศญี่ปุ่นที่ช่วยประหยัดน้ำมัน มีคุณสมบัติคือเบาผิวเรียบตั้งแต่ตรงกลางถึงผนังด้านข้างจากดอกยางดอกยาง Eco Run ด้านบน ผลิตจากคอมปาวที่ออกแบบมาเฉพาะสำหรับผู้เล่น Eco Run โดยเฉพาะ และทำให้เกิดการต้านทานต่อการหมุนต่ำ ทำให้วิ่งได้เร็ว และมีความยึดเกาะสูงมั่นใจปลอดภัยขณะเลี้ยว ที่ผ่านมาประสบความสำเร็จมากมายกับทีมแข่งรถในญี่ปุ่น โดยบริษัทจะสนับสนุนยาง Eco Run สำหรับทีมเข้าแข่งขันในครั้งนี้ สำหรับทีมที่ได้รับรางวัลที่ 1 ในปีนี้ ได้แก่ ทีม NMVC 1 จากวิทยาลัยอาชีวศึกษา เทศบาลนครปฐมจ.นครปฐม ทำสถิติวิ่งได้ 1,147.0480 กิโลเมตร/ลิตร ความเร็วเฉลี่ย 35.315 กิโลเมตร/ชั่วโมง ทำลายสถิติเดิมที่ทำไว้ 1,096.73 กิโลเมตรต่อลิตร ความเร็วเฉลี่ยอยู่ที่ 30.325 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และ รางวัลที่ 2 ได้แก่ ทีม TAPEE จากสถาบันการอาชีวศึกษาภาคใต้ 1 วิทยาลัยเทคนิคสุราษฎร์ธานี ทำสถิติวิ่งได้ 1,077.4740 กิโลเมตร/ลิตรความเร็วเฉลี่ย 32.418 กิโลเมตรต่อชั่วโมง อนึ่ง ทีมที่ชนะเลิศจะได้สิทธิ์เป็นตัวแทนเยาวชนไทยร่วมการแข่งขันในระดับนานาชาติ รายการ  Honda Soichiro Cup Honda Eco Mileage Challenge 2022 ครั้งที่ 42 ที่ประเทศญี่ปุ่นปลายปี 2565 ซึ่งทีมเยาวชนจากประเทศไทยทำสถิติคว้าแชมป์รายการนี้มาแล้ว 3 ครั้ง ถือเป็นความสำเร็จของ บริษัท อีโนเว รับเบอร์(ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ด้วยเช่นกันที่มีส่วนสนับสนุนศักยภาพของเยาวชนไทยในเวทีระดับโลก ภายในงาน The 24th Honda Eco Mileage Challenge ยังมีการจัดกิจกรรมออกบูธ และจำหน่ายผลิตภัณฑ์ยางรถจักรยานยนต์ IRC ในราคาพิเศษ โดยปีนี้จัดขึ้นที่สนามช้าง อินเตอร์เนชันแนล เซอร์กิต จังหวัดบุรีรัมย์สำหรับผู้สนใจรายละเอียดยางรถจักรยานยนต์ IRC เพิ่มเติม ติดตามได้ที่ www.ircthailand.com หรือแฟนเพจ IRC TIRE Thailand มาดูกันว่าทาง IRC จะมีผลิตภัณฑ์ยางรถจักรยานยนต์รุ่นใดบ้าง ที่เตรียมออกสู่ตลาดในทุกตลาดเร็วๆนี้ #IRCTireThailand  #IRCT  #IRC  #IRCTire  #IRCTgroup  #ยางรถจักรยานยนต์ไออาร์ซี #ยางไออาร์ซี #ไออาร์ซี #Sittpol1919  

 
Read More

YAMAHA MOTOR SHOW 2022

ครั้งแรกในประเทศไทย!!  #ยามาฮ่า ชวนคุณมาเชื่อมต่อโลกยุคใหม่  ไปกับ “Yamaha Virtual Idol WUNNI”  ที่พร้อมต้อนรับทุกท่านเข้าสู่บูธยามาฮ่า  ในงาน The 43rd Bangkok International Motor Show  ตั้งแต่วันที่ 23 มีนาคม – 3 เมษายน 2565 แล้วมาร่วมก้าวเข้าสู่โลกยุคใหม่ด้วยเทคโนโลยี  และนวัตกรรมยานยนต์ขั้นสุดจาก Yamaha  #1stYamahaVirtualIdol #YamahaxWunni #Callmewunni #Motorshow2022 —————————– #ยามาฮ่าเร่งชีวิตให้เร้าใจ #Yamaha #RevsYourHeart #YamahaSocietyThailand  

 
Read More

ALL NEW TOYOTA VELOZ

บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด แนะนำยนตรกรรมอเนกประสงค์ 7 ที่นั่ง สไตล์ Premium Crossover “ALL NEW TOYOTA VELOZ” สู่ตลาดประเทศไทย ด้วยดีไซน์ล้ำสมัย ห้องโดยสารกว้างขวางเทียบเท่ารถระดับ C-segment  ภายในกว้างขวาง สะดวกสบาย เบาะที่นั่งโดยสารสามารถปรับได้หลากหลายถึง 7 แบบ เพิ่มอรรถประโยชน์ใช้สอยด้วยแผงหน้าปัด TFT ปรับได้ 4 รูปแบบ ระบบเครื่องเสียง หน้าจอแบบสัมผัสขนาด 9 นิ้ว พร้อมที่ชาร์จโทรศัพท์แบบไร้สาย (Wireless charger) ช่องเสียบ USB 4 จุด และที่วางแก้วน้ำมากถึง15 จุด ที่สำคัญยังเพียบพร้อมด้วยระบบมาตรฐานความปลอดภัยสูงสุดในรถระดับเดียวกัน ด้วย Toyota Safety Sense หรือ TSS สมรรถนะการขับขี่เหนือกว่าด้วยแพลตฟอร์มขับเคลื่อนล้อหน้าใหม่ และเครื่องยนต์เบนซิน Dual VVT-i 1.5 ลิตร 106 แรงม้า ประสานการทำงานกับเกียร์อัตโนมัติ CVT ใหม่ มอบอัตราประหยัดน้ำมันเชื้อเพลิงสูงสุดถึง 17.9 กิโลเมตร/ ลิตร ให้อัตราเร่งทันใจ ตอบสนองนุ่มนวล เงียบกว่าในทุกช่วงความเร็ว หยุดรถมั่นใจด้วยดิสก์เบรก 4 ล้อ พร้อมเบรกมือไฟฟ้า     ALL NEW TOYOTA VELOZ สามารถตอบสนองความต้องการของกลุ่มผู้ใช้รถที่เป็นครอบครัว ทั้งการใช้งานในชีวิตประจำวัน และกิจกรรมยามพักผ่อน ตลอดจนตอบสนองความต้องการของกลุ่มธุรกิจ SME สมัยใหม่ได้ในราคาที่ง่ายต่อการเป็นเจ้าของ โดยมีให้ลูกค้าเลือกทั้งหมด 2 รุ่น ได้แก่ รุ่น Premium และ รุ่น Smart  ALL NEW TOYOTA VELOZ  มาพร้อม 4 จุดขายหลัก ได้แก่ 1.ดีไซน์ล้ำสมัย แบบฉบับ Premium Crossover ด้วยภายในห้องโดยสารที่ออกแบบลงตัว ในการใช้งานอเนกประสงค์ ตามแนวคิดการออกแบบ “Proud Active”  2.ระบบมาตรฐานความปลอดภัยสูงสุดด้วย Toyota Safety Sense หรือ TSS พร้อมฟังก์ชั่นเพิ่มเติม อาทิ ระบบป้องกันการเหยียบคันเร่งแบบผิดวิธี (Pedal Misoperation Control) ระบบเตือนเมื่อรถคันหน้าเคลื่อนตัว (Front Departure Alert) ระบบเตือนเมื่อออกนอกเลนพร้อมพวงมาลัยดึงกลับอัตโนมัติ (Lane Departure Alert (LDA) With Steering Assist) ในรุ่น Premium  3.พื้นที่ภายในกว้างขวาง สะดวกสบาย กับรูปแบบปรับเบาะที่นั่งโดยสารถึง 7 แบบ 4.การขับขี่ที่มั่นคง อัตราเร่งดีเยี่ยม จาก Platform ขับเคลื่อนล้อหน้าใหม่ และเกียร์อัตโนมัติแบบ CVT ที่ตอบสนองอัตราเร่งได้ดี และประหยัดน้ำมันยิ่งขึ้น ALL NEW TOYOTA VELOZ ตอบสนองความต้องการของกลุ่มผู้ใช้รถที่เป็นครอบครัว ทั้งการใช้งานในชีวิตประจำวัน และเป็นอีกหนึ่งสมาชิกของครอบครัวที่พาไปทำกิจกรรมยามพักผ่อนร่วมกัน ตลอดจนสามารถตอบสนองความต้องการของกลุ่มธุรกิจ SME สมัยใหม่ได้ ด้วยราคาที่ง่ายต่อการเป็นเจ้าของ สเปคแบบจัดเต็ม และสมรรถนะการขับขี่เหนือชั้น ซึ่งล้วนแต่จะสร้างรอยยิ้มให้กับลูกค้าของเรา รถสไตล์ Premium Crossover และน่าดึงดูดกว่ารถยนต์ MPV ที่เคยมีมา การออกแบบสไตล์พรีเมียมที่เหนือระดับสำหรับชีวิตยุคใหม่ ด้านหน้าของ ALL NEW TOYOTA VELOZ โดดเด่นด้วยกระจังหน้าดีไซน์ขนาดใหญ่พร้อมไฟหน้าแบบ LED บ่งบอกถึงความเป็นเอกลักษณ์ ให้ความรู้สึกที่แข็งแกร่ง พร้อมแผ่นกันใต้ท้องรถสไตล์ Crossover มีแนวเส้นขอบโครเมียมตั้งแต่ด้านหน้าตัวรถ ยาวไปจนถึงด้านหลัง ล้อและซุ้มล้อขนาดใหญ่ ให้อารมณ์แบบ SUV การออกแบบด้านหลัง ตกแต่งด้วยดีไซน์แบบเส้นยาวแนวนอนยาวไปจนถึงชุดไฟท้ายทั้งสองฝั่งของตัวรถ ให้ความรู้สึกเฉียบคม และมีความพรีเมียมมากยิ่งขึ้น การตกแต่งภายในที่มีความอเนกประสงค์ และกว้างขวางเป็นพิเศษ การออกแบบสไตล์พรีเมียมที่เหนือระดับสำหรับชีวิตยุคใหม่ ภายในกว้างขวางใช้งานได้หลากหลายวัตถุประสงค์ ให้ความสบายแก่ผู้โดยสารในทุกที่นั่งระยะห่างระหว่างที่นั่งผู้โดยสารในแถวที่หนึ่ง และแถวที่สองมีขนาดเทียบเท่ากับรถใน C-segment ในขณะที่เบาะแถวที่สองมีระยะเลื่อนได้ถึง 240 มิลลิเมตร นอกจากนี้ ยังออกแบบให้จัดที่นั่งได้อย่างยืดหยุ่น ให้อิสระในการใช้รถมากยิ่งขึ้น ทั้งนี้ ALL NEW TOYOTA VELOZ ยังมาพร้อมที่เปิดประตูขนาดใหญ่ โดดเด่นน่าสนใจ ให้ความรู้สึกถึงคุณภาพระดับพรีเมียม อีกทั้งยังมีดีไซน์คอนโซลแบบสูง และบุด้วยวัสดุนิ่ม สำหรับเบาะนั่ง มีการตกแต่งที่บริเวณด้านข้างอย่างลงตัว ตอกย้ำคุณภาพที่เหนือระดับ Platform ขับเคลื่อนล้อหน้าใหม่ ให้สัมผัสการขับขี่ที่มั่นใจและทรงพลัง ไม่ว่าทางจะเป็นเส้นทางขรุขระ หรือบรรทุกผู้โดยสารเต็มคันรถ  ก็รู้สึกได้ถึงความสมดุล และความมั่นคงของรถ Platform และช่วงล่างใหม่ ช่วยให้การขับขี่สบายแม้จะต้องเดินทางไกล นอกจากนี้การผสานการทำงานของเครื่องยนต์ประสิทธิภาพสูง และการเปลี่ยนระบบส่งกำลัง CVT ใหม่ ให้การขับขี่ที่ทรงพลัง และประหยัดน้ำมัน รถรุ่นนี้ยังมาพร้อมกับ Toyota Safety Sense หรือ TSS ให้คุณขับรถได้อย่างมั่นใจ ALL NEW TOYOTA VELOZ  ใหม่นี้ จะตอบสนองได้ทั้งความตื่นเต้น และเพลิดเพลินไปพร้อมๆ กัน และเหนือสิ่งอื่นใด เรารู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้นำเสนอ ALL NEW TOYOTA VELOZ ที่จะขับเคลื่อนพาทุกคนไปสู่อนาคตที่ดีขึ้นด้วยกัน และหวังเป็นอย่างยิ่งว่า คุณและคนที่คุณรัก จะได้มีช่วงเวลาแห่งความสุข และความทรงจำดีๆไปพร้อมกันยิ่งไปกว่านั้น ยังมีขนาดห้องโดยสารกว้างชวาง โดยมีระยะการปรับเบาะแถวที่ 2 ยาวถึง 240 มม. แถวที่ 3 กว้างถึง 700 มม. และสามารถปรับพับเบาะได้ 7 รูปแบบ เบาะนั่งนุ่มสบาย พร้อมช่องใส่ Tablet สามารถนั่งชมรายการโปรดได้ตลอดการเดินทาง กว้างขวาง นั่งสบาย สามารถพับเบาะเพื่อโดยสารในที่นั่งแถวที่ 3 ได้ง่ายดาย ที่วางแก้วมากมายทุกที่นั่งรวม 15 จุด เพิ่มความหรูหราอีกระดับด้วยไฟ Ambient…

 
Read More

“ยามาฮ่า” สวนกระแส ปีที่ผ่านมา ยามาฮ่า ครองส่วนแบ่งการตลาด 16.5% พร้อมส่ง 4 รุ่นใหม่สานต่อความสำเร็จ ตอบโจทย์แฟนยามาฮ่าทุกเซกเมนต์ ชู “รับประกัน 5 ปี หรือ 50,000 กม.” ตอกย้ำแบรนด์สินค้า ล็อกเป้า 287,000 คัน ครองแชร์ 17.5% บริษัท ไทยยามาฮ่ามอเตอร์ จำกัด ผู้ผลิตและจำหน่ายรถจักรยานยนต์ยามาฮ่า ประกาศเดินเกมรุกตลาดรถจักรยานยนต์เมืองไทยในปี 2565 หลังชิงส่วนแบ่งการตลาดเพิ่มเป็น 16.5% ได้สำเร็จในปีที่ผ่านมา ตอกย้ำคุณภาพสินค้ารับประกัน 5 ปี หรือ 50,000 กิโลเมตร สร้างความเชื่อมั่นในตราสินค้าและคุณภาพบริการหลังการขาย เสริมสินค้าใหม่ 4 รุ่น ครอบคลุมทุกการใช้งาน รุกตลาดตั้งเป้า 287,000 คัน              หวังขยับส่วนแบ่งการตลาดเพิ่มขึ้นเป็น 17.5% ในปีนี้ พร้อมเดินหน้าปรับโฉมใหม่โชว์รูมจำหน่ายรถจักรยานยนต์ เพื่อสร้างความแตกต่างให้กับตราสินค้า  มร.ทัตสึยะ โนซากิ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ไทยยามาฮ่ามอเตอร์ จำกัด กล่าวถึงความสำเร็จของยามาฮ่าในปีที่ผ่านมาว่า “จากการแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่ส่งผลกระทบอย่างหนัก ในทุกธุรกิจทั่วโลก แต่ตลาดรถจักรยานยนต์ยังคงแข็งแกร่งและมีแนวโน้มในการฟื้นตัวอย่างรวดเร็ว สำหรับการเติบโตของยามาฮ่าอย่างต่อเนื่องนั้น เป็นผลจากการทำงานร่วมกันอย่างเต็มที่ของร้าน ผู้จำหน่ายรถจักรยานยนต์ยามาฮ่า และพันธมิตรทางธุรกิจทุกๆ ท่าน โดยยามาฮ่ายังคงมุ่งเน้นไปที่การสร้างตราสินค้าให้มีความแข็งแกร่ง และสร้างความผูกพันระหว่างยามาฮ่ากับลูกค้าให้มีความมั่นคงและคงอยู่ตลอดไป สำหรับประเด็นสินค้าที่ยังไม่เพียงพอกับความต้องการของตลาดเรายังคงมุ่งมั่นทำงานหนักร่วมกับยามาฮ่ามอเตอร์ ประเทศญี่ปุ่น รวมถึงพันธมิตรที่เกี่ยวข้อง เพื่อแก้ไขสถานการณ์ให้ดีขึ้น ในปีที่ผ่านมา ยามาฮ่าได้ทำการเปิดตัวโชว์รูมยามาฮ่ารูปแบบใหม่เป็นครั้งแรก ซึ่งเราเชื่อว่า จะสามารถยกระดับคุณภาพทั้งด้านการขาย บริการ และอะไหล่ที่ดีขึ้น เพื่อส่งมอบประสบการณ์อันยอดเยี่ยม เหนือความคาดหวังให้กับลูกค้าของเราได้มากยิ่งขึ้น” คุณพงศธร เอื้อมงคลชัย รองประธานกรรมการบริหาร บริษัท ไทยยามาฮ่ามอเตอร์ จำกัด กล่าวว่า“สำหรับตลาดรถจักรยานยนต์ในปี 2564 ที่ผ่านมา ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 พอสมควรแต่ยามาฮ่าสามารถปรับตัวและทำกลยุทธ์การตลาดให้เข้ากับสถานการณ์การแพร่ระบาดได้เป็นอย่างดี ทำให้ตลาดรถจักรยานยนต์ยังคงมีการขยายตัวอย่างต่อเนื่อง โดยยอดจดทะเบียนรวมปิดตัวเลขอยู่ที่ 1.61 ล้านคันเติบโตจากปีที่ผ่านมา 6% โดยเป็นยอดจดทะเบียนของรถจักรยานยนต์ยามาฮ่าทั้งสิ้น 266,000 คัน เพิ่มขึ้นถึง 11% เมื่อเทียบกับปี 2563 ซึ่งเป็นอัตราการเติบโต ที่เหนือกว่าภาพรวมของตลาด ทั้งยังสามารถขยับส่วนแบ่งการตลาดเพิ่มขึ้นเป็น 16.5% ซึ่งการเติบโตขึ้นของยามาฮ่าเป็นผลจากการเดินหน้านโยบายด้านการขายและการทำตลาดอย่างเข้มข้นนั่นเอง สำหรับในปี 2565 นี้ คาดการณ์ว่าภาพรวมของตลาดรถจักรยานยนต์จะเพิ่มขึ้นจากปี 2564 อยู่ที่ประมาณ 2% หรือประมาณ 1.64 ล้านคัน ซึ่งเป็นสัญญาณที่ดีจากการคาดการณ์การลงทุนของภาครัฐ        ที่เพิ่มขึ้นการแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่มีความรุนแรงลดลง รวมทั้งระบบเศรษฐกิจ และการท่องเที่ยวฟื้นตัว โดยยามาฮ่าได้ตั้งเป้าหมายยอดขายไว้ที่ 287,000 คัน ซึ่งเพิ่มขึ้นจากเดิมถึง 8% เมื่อเทียบจากปีที่ผ่านมา และจะขยับส่วนแบ่งการตลาดเพิ่มขึ้นเป็น 17.5% โดยมุ่งเน้นกลยุทธ์การสร้างแบรนด์ รวมถึงกลยุทธ์      การขายและการตลาด เพื่อที่จะสร้างความแข็งแกร่ง และทำให้ส่วนแบ่งการตลาดเติบโตเพิ่มขึ้น” ยามา​ฮ่า มุ่งเน้นที่จะพัฒนาภาพลักษณ์ของตราสินค้าผ่านหลักปรัชญา KANDO “วิถีอันเป็นเอกลักษณ์ของยามาฮ่า” พร้อมกับ Brand Slogan “Revs your Heart” เร่งชีวิตให้เร้าใจ พร้อมรุกตลาดอย่างต่อเนื่องด้วย 5 กลยุทธ์หลักในการสร้างแบรนด์ ได้แก่  1.การพัฒนาและการเปิดตัวสินค้าใหม่ ครอบคลุมทุกเซกเมนต์ ภายใต้เทคโนโลยีล้ำสมัยและดีไซน์ที่สร้างความแตกต่าง ตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้ามากยิ่งขึ้น ทั้ง R-SERIES, SPORT HERITAGE, MAX SERIESและ FASHION AUTOMATIC รวมทั้งแอปพลิเคชัน Y-Connect ที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการสื่อสารกับลูกค้า  2.มุ่งสร้างความเชื่อมั่นในคุณภาพสินค้าด้วยการรับประกัน 5 ปี หรือ 50,000 กิโลเมตร               ในรถจักรยานยนต์ยามาฮ่าทุกรุ่นที่มีขนาดเครื่องยนต์ไม่เกิน 500 ซีซี  3.ยกระดับและพัฒนาโชว์รูมยามาฮ่ารูปแบบใหม่ทั่วประเทศ พร้อมทั้งเสริมความแข็งแกร่งของ การบริการหลังการขายด้วยระบบ Pro Care และยกระดับการให้บริการในระดับพรีเมียม มาตรฐานเดียวกับ Yamaha Premium Service พร้อมทั้งการขยายและพัฒนาโชว์รูมรูปแบบใหม่เพิ่มขึ้นอีก 60 แห่ง เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและสร้างCustomer Community ตอบสนอง ความต้องการของลูกค้าด้วยมาตรฐานที่สูงขึ้น  4.เน้นการสร้างภาพลักษณ์ตราสินค้าที่แข็งแกร่ง เพื่อความยั่งยืนของธุรกิจ รวมถึงการสร้าง Yamaha Lifetime Customers โดยยกระดับคุณภาพทั้งในเรื่องสินค้า การบริการ และกิจกรรมการตลาด ที่พร้อมจะส่งมอบประสบการณ์ชั้นยอด สร้างความแตกต่าง ตอบโจทย์ในทุกไลฟ์สไตล์ของลูกค้า เพื่อให้สินค้าและบริการของยามาฮ่าเป็นที่หนึ่งในใจของลูกค้า และทำให้ลูกค้ากลับมาใช้สินค้าและบริการของยามาฮ่าเสมอ 5.การจัดกิจกรรมฉลองครบรอบ 67 ปี ยามาฮ่า โดยเป็นกิจกรรมเพื่อให้ลูกค้าได้มีส่วนร่วม         ในการสร้างจิตสำนึกและความรับผิดชอบต่อสังคมร่วมกับยามาฮ่า” ทั้งนี้ โชว์รูมยามาฮ่ารูปแบบใหม่จะสามารถตอบสนองและสร้าง Customer Experience ที่เปลี่ยนแปลงไปของลูกค้า พร้อมทั้งสร้างความสัมพันธ์ของลูกค้าในแต่ละพื้นที่ด้วยกิจกรรมทางการตลาดและมุ่งเน้นการบริการหลังการขายในระดับพรีเมียมให้กับลูกค้าของยามาฮ่า พร้อมกันนี้ ยามาฮ่าเดินหน้าเสริมความแข็งแกร่งของกลยุทธ์การตลาดโดยมุ่งเน้นในกลุ่มประเภทสินค้าต่างๆ ดังนี้ 1.กลยุทธ์การตลาดของกลุ่มรถออโตเมติกยังคงเน้นการสร้างความเป็นผู้นำด้านออโตเมติก โดยในส่วนของแฟชั่นออโตเมติกนั้น เน้นการออกแบบให้เข้ากับไลฟ์สไตล์ของลูกค้าเป็นหลัก         สำหรับพรีเมียมออโตเมติกเน้นภาพลักษณ์และส่งเสริมความเป็น MAX Series ให้แข็งแกร่งมากขึ้น และสปอร์ตออโตเมติกจะเน้นในการสร้างและขยายฐานลูกค้าให้ไปยังหัวเมืองใหญ่ 2.กลยุทธ์การตลาดของกลุ่มรถสปอร์ตที่ยามาฮ่ายังคงรักษาความเป็นรถสปอร์ตยอดนิยมอันดับ 1 ในคลาส150 ซีซี ได้อย่างเหนียวแน่น เน้นการเข้าถึงและตอบสนองไลฟ์สไตล์ ที่ออกแบบ    มาโดยเฉพาะและเหมาะสมกับลูกค้าในแต่ละกลุ่ม ทั้งกลุ่มสปอร์ต กลุ่มเนคเกต กลุ่มสปอร์ตเฮอริเทจ กลุ่มเอ็นดูโร่ เพื่อความแข็งแกร่งสมกับเป็นเบอร์ 1  3.กลยุทธ์การตลาดของกลุ่มรถครอบครัว พร้อมกระตุ้นและส่งเสริมกิจกรรมอย่างต่อเนื่อง ด้วย  การรับประกันทุกชิ้นส่วนยาวนาน 5 ปี โดยไม่จำกัดระยะทางและเน้นหนักเรื่องการส่งเสริมภาพลักษณ์ความทันสมัยในรถครอบครัว โดยเน้นกิจกรรมการตลาดทุกพื้นที่ทั่วประเทศ 4.สร้างความผูกพันกับลูกค้าให้มากขึ้น โดยการนำความต้องการและไลฟ์สไตล์ของลูกค้า      …

 
Read More

กลุ่มอีซูซุมอบชุดอุปกรณ์การฝึกอบรม

มูลนิธิกลุ่มอีซูซุ และสถาบันฝึกอบรมตรีเพชรอีซูซุ โดยคุณโสภณ ตั้งฐานทรัพย์ ผู้ช่วยผู้จัดการทั่วไป มอบชุดอุปกรณ์การฝึกอบรมมูลค่า 200,000 บาท ให้แก่ ศูนย์เทคโนโลยียานยนต์ โดยความร่วมมือระหว่างคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และกลุ่มอีซูซุ โดยมีวัตถุประสงค์ในการสนับสนุนการพัฒนาบุคลากรด้านวิศวกรรมศาสตร์ยานยนต์ เพื่อเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาประเทศต่อไป โดยมี รศ.ดร.ธีร เจียศิริพงษ์กุล คณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์ เป็นผู้รับมอบ  

 
Read More

บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย ครองความสำเร็จต่อเนื่องสองปีซ้อน

การรักษาตำแหน่งผู้นำอันดับหนึ่งของ BMW ในตลาดรถยนต์พรีเมียมไทย เดินหน้าสู่ยนตรกรรมไฟฟ้า และการสร้างความพึงพอใจแก่ผู้บริโภค พร้อมเผยโฉมรถยนต์ทั้งบีเอ็มดับเบิลยู มินิ และมอเตอร์ไซค์บีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด 
รวม10 รุ่น เน้นย้ำการเปิดตัวรถยนต์ไฟฟ้ารุ่นแรกในรูปแบบของ Gran Coupe ด้วยบีเอ็มดับเบิลยูi4 รุ่นใหม่ บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย เดินหน้าฉลองความสำเร็จต่อเนื่อง ครองตำแหน่งผู้นำอันดับหนึ่งในตลาดรถยนต์พรีเมียม 2 ปีซ้อน ด้วยส่วนแบ่งทางการตลาดของบีเอ็มดับเบิลยู และมินิ 45.5% เพิ่มจากปี 2563 ซึ่งอยู่ที่44.6% และอัตราการเติบโตของรถยนต์ไฟฟ้า MINI Electric เพิ่มขึ้นถึง 263% เมื่อเทียบปีต่อปี พร้อมเปิดตัวยนตรกรรมใหม่ถึง 10 รุ่นมาครบทั้งบีเอ็มดับเบิลยู มินิ และบีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด มุ่งให้ความสำคัญกับการพัฒนาระบบขับเคลื่อนไฟฟ้า พร้อมขับเคลื่อนการพัฒนานวัตกรรมและส่งเสริมการใช้รถยนต์พลังงานไฟฟ้าในไทย ร่วมสนับสนุนประเทศไทยให้พร้อมสำหรับอนาคตแห่งยานยนต์ไฟฟ้า ปีแห่งความเป็นผู้นำของบีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย ทั้งในด้านตลาดรถยนต์ระดับพรีเมียม ด้านนวัตกรรม และด้านความพึงพอใจของลูกค้า มร.อเล็กซานเดอร์ บารากา ประธานและซีอีโอ บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย เผยว่า “ในขณะที่เรากำลังก้าวเข้าสู่ยุคใหม่ของการขับเคลื่อนแห่งอนาคต บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย ยังคงมุ่งมั่นดำเนินงานตามเป้าหมายด้วยการส่งมอบความพึงพอใจในการขับขี่ พร้อมเทคโนโลยีที่ล้ำสมัย และแนวคิดพลังแห่งทางเลือก (Power of Choice) ให้กับลูกค้า ส่งผลให้คะแนนความพึงพอใจของผู้บริโภค (NPS Score) ขึ้นสูงสุดทั้งด้านการขายและการให้บริการ เราตระหนักดีว่าลูกค้าทุกคนมีความต้องการที่แตกต่างกัน เราจึงสร้างสรรค์นวัตกรรมด้านโซลูชันส์ที่หลากหลาย เพื่อมอบความพึงพอใจสูงสุดและความสุขให้แก่ลูกค้าตลอดเส้นทางแห่งการเดินทางของพวกเขา สิ่งที่ทำให้เรามีความโดดเด่นและทำให้เป็นองค์กรเช่นที่เป็นอยู่ทุกวันนี้ คือการที่เราผสานปรัชญาด้านนวัตกรรมที่มีมาอย่างยาวนานกับพลังแห่งทางเลือกให้แก่ลูกค้า เรายังสร้างสรรค์นวัตกรรมไปสู่การเปิดตัวเทคโนโลยีผู้ช่วยขับขี่อันล้ำสมัยในตลาดไทย ส่งผลให้เราเป็นหนึ่งในผู้นำของอุตสาหกรรมนี้ เราได้สร้างสรรค์อนาคตแห่งยนตรกรรมที่พร้อมทั้งดิจิทัลและมีความเฉพาะตัวมากยิ่งขึ้น โดยผสมผสานทั้งดีไซน์ พลังงานไฟฟ้า การเชื่อมต่อ และความยั่งยืนเข้าไว้ด้วยกัน เราพร้อมจะก้าวต่อไปข้างหน้าด้วยนวัตกรรมและการพัฒนาอย่างไม่มีวันสิ้นสุด ด้วยเป้าหมายที่ชัดเจนแห่งอนาคต และมุ่งหมายที่จะจุดกระแสแนวทางแห่งการขับเคลื่อนด้วยยานยนต์ไฟฟ้า เพื่อมอบประสบการณ์ที่เป็นเลิศให้แก่ผู้ขับขี่ทุกท่าน ไม่ว่าจะเป็นผู้ใช้งานเครื่องยนต์สันดาปภายใน (ICE) ยานยนต์ระบบปลั๊กอินไฮบริด(PHEV) และโดยเฉพาะยานยนต์ไฟฟ้าพลังงานแบตเตอรี่ (BEV) ในขณะที่เราก้าวเข้าสู่ปี 2565” อย่างไรก็ตาม บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป แมนูแฟคเจอริ่ง ประเทศไทย ทำลายสถิติเป็นประวัติการณ์ด้านการผลิต และคำมั่นสัญญาด้านความยั่งยืน มร.เอริค รูเก้ กรรมการผู้จัดการ บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป แมนูแฟคเจอริ่งประเทศไทย กล่าวว่า “ปี 2564 
เป็นปีแห่งประวัติการณ์ของการผลิตของเรา โดยจำนวนรถยนต์บีเอ็มดับเบิลยู และมอเตอร์ไซค์บีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด ถูกผลิตไปทั้งหมด 33,428 คัน รวมการผลิตทั้งหมดกว่า 250,000 คัน นับตั้งแต่เปิดโรงงาน
การผลิตในปี พ.ศ. 2543 และเรายังคงสามารถปรับเปลี่ยนไลน์การผลิต ให้มีความยืดหยุ่นสอดคล้องกับความต้องการแต่ละช่วง ซึ่งการผลิดรถยนต์นั้นได้เพิ่มขึ้นกว่า 17.8% รวมถึงการผลิตเพื่อการส่งออกได้เพิ่มขึ้น 11.6% เช่นกัน เรายังมุ่งมั่นในเรื่องความยั่งยืนภายใต้แนวคิดการกำจัดขยะโดยไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม(zero-waste-to-landfill) โดยในด้านการผลิตนั้น เราสามารถลดปริมาณขยะในการผลิตแต่ละโมเดล
ได้ถึง 35.6% นำปริมาณของขยะสะสมไปรีไซเคิล และนำกลับมาใช้ใหม่ได้ถึง 27,208 ตัน ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2557 เรายังมุ่งมั่นในด้านความเป็นกลางทางคาร์บอน (carbon-neutral) หรืองดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสู่
ชั้นบรรยากาศ โดยมีการใช้พลังงานสะอาดจากแผงโซล่าเซลล์ในบางส่วนที่โรงงานระยอง และพลังงานบางส่วนมาจากเครือข่ายการจ่ายไฟฟ้า(grid) ซึ่งได้รับการรับรองเรื่องการผลิตกระแสไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน สำหรับด้านการสนับสนุนบุคลากรรุ่นใหม่อย่างยั่งยืน ผ่านโครงการ BMW Service Apprentice Program นั้น มีนักศึกษาทั้งที่กำลังศึกษาอยู่ในโครงการฯ และนักเรียนที่สำเร็จการศึกษารวม 223 คน และในจำนวนนี้ ได้เข้าทำงานกับผู้จำหน่ายรวม 186 คน ในขณะที่โครงการการศึกษาระบบทวิภาคีด้านแมคคาทรอนิกส์ที่โรงงานบีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป แมนูแฟคเจอริ่ง ประเทศไทย ซึ่งมอบทุนการศึกษาเต็มจำนวนและเบี้ยเลี้ยงตลอดระยะเวลาโครงการ มีนักศึกษาลงทะเบียน 102 คน และทำงานในโรงงานที่ระยอง 33 คน” อนึ่ง บีเอ็มดับเบิลยู ไฟแนนเชียล เซอร์วิส ประเทศไทยเดินหน้าโครงการด้านดิจิทัล และนวัตกรรม เพื่อมอบประสบการณ์อันดีแก่ลูกค้า มร.บียอร์น แอนทอนส์สัน ประธานกรรมการบริหาร บีเอ็มดับเบิลยู ไฟแนนเชียลเซอร์วิส ประเทศไทย กล่าวว่า “ถึงแม้ปีที่ผ่านมา เรายังต้องเผชิญกับความท้าทายในสถานการณ์โควิด แต่ยอดสินเชื่อของธุรกิจใหม่นั้นเติบโต
ขึ้นถึง 13% โดยสองในสามของลูกค้าบีเอ็มดับเบิลยู ให้ความมั่นใจทำธุรกรรมกับบีเอ็มดับเบิลยู ไฟแนนเชียล เซอร์วิสในปี 2564 ส่งผลให้ยอดรวมของสินเชื่อใหม่คิดเป็นมูลค่า 19,000 ล้านบาท โดยยอดสินเชื่อรวมในพอร์ตของบริษัทฯ ในขณะนี้เท่ากับ 52,000 ล้านบาท เราได้มองเห็นเทรนด์ของตลาดในเรื่องที่ลูกค้าให้ความสนใจด้านผลิตภัณฑ์ที่การันตีมูลค่าในอนาคต (Guaranteed Future Value) ผ่านโปรแกรมทางการเงินFreedom Choice ในการมอบทางเลือกและอิสระสูงสุด ซึ่งเติบโตขึ้นถึงสองเท่า และเพื่อเป็นการเฉลิมฉลองครบรอบ20 ปีของบีเอ็มดับเบิลยู ไฟแนนเชียล เซอร์วิส กับการดำเนินงานอันยาวนานในประเทศไทย ร่วมกับผู้จำหน่ายอันทรงเกียรติและพันธมิตรอย่างเป็นทางการ ทางบริษัทฯ จึงมอบรางวัลพิเศษให้แก่ลูกค้าผู้โชคดีที่ซื้อบีเอ็มดับเบิลยูมินิ และบีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด พร้อมทำสัญญาทางการเงินกับบีเอ็มดับเบิลยู ไฟแนนเชียล เซอร์วิสไปแล้ว รวมมูลค่า 2.6 ล้านบาท ตั้งแต่ช่วงปลายปีที่ผ่านมา โดยยังคงมีรางวัลใหญ่ ได้แก่ รถยนต์บีเอ็มดับเบิลยู ซีรีส์ 2 Gran Coupe  จำนวน 1 คัน รถยนต์ไฟฟ้า มินิ คูเปอร์ เอสอี จำนวน 1 คัน และมอเตอร์ไซค์บีเอ็มดับเบิลยู C 400 GT จำนวน 1 คัน ที่เตรียมมอบในช่วงท้ายของแคมเปญในปีนี้อีกด้วยและนอกเหนือจากแคมเปญนี้ เรายังคงสนับสนุนแบรนด์ของบีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ปทั้งหมดร่วมกับแคมเปญต่าง ๆ ที่ยังคงมีให้ลูกค้าทุกท่านอย่างต่อเนื่อง เพื่อที่จะมุ่งเน้นสร้างความเชื่อมั่นให้กับลูกค้าของเราทุกท่าน ในปี 2564 บีเอ็มดับเบิลยู ไฟแนนเชียล เซอร์วิส ประเทศไทยได้ให้สัญญาในเรื่องการส่งมอบเทคโนโลยีโดยมีลูกค้าเป็นศูนย์กลาง เช่น การมอบความสะดวกสบายด้วยการขอสินเชื่อผ่านช่องทางออนไลน์ ให้เชื่อมต่อกับช่องทางการจองผ่านออนไลน์ของบีเอ็มดับเบิลยู ทั้งนี้เส้นทางของการเพิ่มประสบการณ์แก่ลูกค้านั้นไม่ได้หยุดเพียงเท่านี้ แต่ยังจะเพิ่มเติมต่อเนื่องในปี 2565 ซึ่งจะเป็นการเพิ่มเทคโนโลยีใหม่ต่าง ๆ เช่น การบริการด้านไฟแนนซ์ อย่างเต็มรูปแบบ หรือ “MyBMW Finance” เพื่อให้ลูกค้าสามารถจัดการด้านไฟแนนซ์ของตนเองได้อย่างง่ายดาย ผ่านทางแพลตฟอร์มในการตรวจสอบตัวตนด้วยระบบ เนชั่นแนลดิจิทัลไอดี เพื่อเป็นการเพิ่มประสบการณ์อันดีให้แก่ลูกค้าอย่างต่อเนื่องในอนาคต” ด้านยอดจดทะเบียนของบีเอ็มดับเบิลยูและมินิในส่วนของรถยนต์ไฟฟ้า ขึ้นแท่นอันดับหนึ่งในส่วนของรถยนต์พรีเมียมไฟฟ้าด้วยส่วนแบ่งทางการตลาด 32.9% ร่วมกับการขยาย ChargeNow ตามพื้นที่ต่างๆ บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย ได้ครองตำแหน่งผู้นำอันดับหนึ่งในเซกเมนต์รถยนต์พรีเมียมไฟฟ้าด้วยส่วนแบ่งทางการตลาด 32.9% และได้ให้ความสำคัญกับการขับเคลื่อนพลังงานสะอาดอย่างยั่งยืนในประเทศไทยมาโดยตลอด ด้วยการนำเสนอยนตรกรรมพลังงานไฟฟ้าทั้งในรูปแบบรถยนต์ปลั๊กอินไฮบริดและรถยนต์พลังงานไฟฟ้า100% หลากหลายรุ่นให้แก่ผู้ขับขี่ในประเทศไทย และยังร่วมมือกับพันธมิตรในการขยายเครือข่ายสถานีอัดประจุไฟฟ้าสาธารณะ ChargeNow เพื่อส่งเสริมการใช้รถยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทยมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2560 ซึ่งเปิดกว้างให้แก่ผู้ใช้ยานยนต์ไฟฟ้าทุกรุ่นทุกยี่ห้อ พร้อมติดตั้งหัวจ่าย ChargeNow ไปแล้วทั้งหมด 130 หัวจ่าย ใน 48 สถานีทั่วประเทศไทย นอกจากนั้น ยังมีการติดตั้งสถานีอัดประจุไฟฟ้าที่ผู้จำหน่ายอย่างเป็นทางการของบีเอ็มดับเบิลยูและมินิ รวมถึงสำนักงานใหญ่ของบีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย ที่กรุงเทพฯ พร้อมติดตั้งหัวจ่ายทั้งสิ้น183 หัวจ่าย ดังนั้น เจ้าของรถยนต์ไฟฟ้าสามารถใช้บริการ ChargeNow ได้อย่างสะดวกสบายภายใต้เครือข่ายบีเอ็มดับเบิลยูและมินิ รวมทั้งสิ้น 313 หัวจ่าย พร้อมทั้งมีการส่งมอบเครื่องชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าบีเอ็มดับเบิลยูและมินิWallbox แก่ลูกค้าทั่วประเทศจำนวนทั้งสิ้นราว 2,000 เครื่อง ทั้งนี้ จากเครือข่ายความร่วมมือระหว่างการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยและบริษัท อีโวลท์ เทคโนโลยีจำกัด ลูกค้าบีเอ็มดับเบิลยูและมินิยังสามารถเข้าถึงสถานีอัดประจุไฟฟ้ากว่า 300 หัวจ่าย ดังนั้น เมื่อรวมจำนวนสถานีอัดประจุไฟฟ้าที่มีให้บริการในโครงการ ChargeNow ผู้จำหน่ายของบีเอ็มดับเบิลยู และพาร์ตเนอร์ทั้งหมด ลูกค้าบีเอ็มดับเบิลยูและมินิจะสามารถเข้าถึงสถานีอัดประจุไฟฟ้าได้ทั้งหมดกว่า 600 หัวจ่าย นอกจากนั้น ภายในไตรมาสที่ 2 ของปี พ.ศ. 2565 นี้ เจ้าของรถยนต์ไฟฟ้าบีเอ็มดับเบิลยูและมินิสามารถใช้บริการผ่านแอปพลิเคชันEVolt ได้โดยไม่จำเป็นต้องใช้บัตรเพื่อใช้บริการสถานี ChargeNow   

 
Read More

ซูบารุดูแลลูกค้ารถเลขไมล์สูง

การมอบแคมเปญฟรีน้ำมันเครื่องแถมลุ้นแพ็กเกจบำรุงรักษา 1 ปี โดย บริษัท ทีซี ซูบารุ(ประเทศไทย) จำกัด ประกาศแคมเปญพิเศษสำหรับเจ้าของรถซูบารุ ปี MY2013-2018  รับน้ำมันเครื่อง MI-Tech 1 ลิตรฟรี ที่ศูนย์บริการซูบารุทั่วประเทศ   ผู้ใช้งานรถยนต์ซูบารุปี MY2013 – MY2018 สามารถรับน้ำมันเครื่องฟรีหนึ่งลิตรโดยส่ง SMS ต่อไปนี้ไปที่เบอร์0982810246
 [“ SBR ” ตามด้วยหมายเลขตัวถัง 6 หลัก** เช่น ‘ SBR123456 ‘] รหัสสิทธิพิเศษ Privilege Code แบบใช้ครั้งเดียวจะถูกส่งไปยังหมายเลขโทรศัพท์ของลูกค้าที่เป็นเจ้าของรถยนต์ซูบารุปี MY2013 – MY2018 สามารถแสดงรหัสสิทธิพิเศษ Privilege Code ต่อเจ้าหน้าที่เพื่อรับน้ำมันเครื่อง MI-Tech ฟรี 1 ลิตร เมื่อลูกค้าเข้ารับบริการเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องที่ศูนย์บริการซูบารุทั่วประเทศ นอกจากนี้ลูกค้ายังมีโอกาสลุ้นรับแพ็กเกจบำรุงรักษาฟรี 1 ปี รางวัลครอบคลุมน้ำมันหล่อลื่นและชิ้นส่วนสำหรับการบำรุงรักษาสองครั้ง (มูลค่าสูงสุดไม่เกิน 15,000 บาท) และสินค้าลิขสิทธิ์ซูบารุ ประกาศรายชื่อผู้โชคดีบนแฟนเพจผู้โชคดีทางแฟนเพจ Subaru Asia www.facebook.com/subaruasiath  ในวันที่15 ของทุกเดือน ผู้ที่สนใจสามารถเข้าร่วมแคมเปญ Keep your Subaru performing AT ITS BEST ได้ถึง 30 มิถุนายน2565 ค้นหาข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับรถยนต์ซูบารุรุ่นต่างๆ ได้ที่ www.subaru.asia  หรือติดตามแคมเปญส่งเสริมการขายและข่าวสารล่าสุดได้ที่ www.facebook.com/subatuasiath  

 
Read More
Visit Us On FacebookVisit Us On TwitterVisit Us On YoutubeCheck Our Feed