Automobile

Toyota Gazoo Racing GT Cup 2021 Thailand

 

 ในรอบคัดเลือกตัวแทนประเทศไทย Toyota Gazoo Racing GT Cup 2021 โตโยต้า ประกาศผลผู้ชนะการแข่งขัน พร้อมสนับสนุนกีฬา e-Motorsports สู่การแข่งขันระดับโลก คุณสุรศักดิ์ สุทองวัน รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัดร่วมแสดงความยินดีกับนักกีฬา e-Motrorsports ที่ผ่านเข้ารอบคัดเลือกตัวแทนประเทศไทย ในรายการแข่งขันรถยนต์ทางเรียบเสมือนจริง “Toyota Gazoo Racing GT Cup 2021 Thailand” เพื่อเป็นตัวแทนประเทศไทย เข้าร่วมแข่งขันระดับเอเซียแปซิฟิค ณ Toyota Driving Experience Park บางนา กม.3 บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด มีนโยบายส่งเสริม และสนับสนุนการกีฬาของประเทศอย่างต่อเนื่อง ทั้งในรูปแบบของการสนับสนุนนักกีฬา ตั้งแต่ระดับเยาวชนต่อเนื่องไปจนถึงนักกีฬาระดับอาชีพ รวมไปถึงการเป็นผู้จัดการแข่งขัน และหนึ่งในนั้นคือกีฬา Motor Sport ที่โตโยต้าเป็นผู้บุกเบิกในประเทศไทย มากว่า 35 ปี ด้วยวัตถุประสงค์ในการสร้างประสบการณ์อันสนุกสนาน ให้แก่ผู้รักกีฬา Motor Sport พร้อมความมุ่งมั่นที่จะยกระดับวงการ Motor Sport ของไทยให้เป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลาย  ส่งผลให้ก้าวขึ้นเป็นผู้นำในวงการ Motor Sport ของไทยได้อย่างแท้จริง คุณสุรศักดิ์ สุทองวัน กล่าวว่า “โตโยต้ามีความเกี่ยวข้องกับกีฬามอเตอร์สปอร์ตมาอย่างยาวนาน โดยถือเป็นส่วนหนึ่งของปรัชญาโตโยต้าทั่วโลกในการ “พัฒนายนตรกรรมที่ดียิ่งกว่า” ตามแนวคิดที่ว่า “ถนนฝึกฝนคน และคนสร้างรถ” หรือ “Roads build people, and people build cars” จากแนวคิดดังกล่าวของ Toyota Gazoo Racing ได้เปิดมุมมองในการผลิตรถยนต์ให้เหนือความคาดหวังของลูกค้า ซึ่งความคิดริเริ่มนี้ได้รับการถ่ายทอดมาจาก DNA ของมอเตอร์สปอร์ตเพื่อส่งต่อไปยังการพัฒนารถยนต์รุ่นพิเศษ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในรุ่น GR Series ในวันนี้โตโยต้าได้ต่อยอดความสำเร็จสู่วงการ  e-Motorsports เพื่อตอบรับกับการเปลี่ยนแปลงของเทรนด์โลก พร้อมเปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่ ผู้มีความชื่นชอบในกีฬาแข่งรถ ได้สัมผัสประสบการณ์อันตื่นเต้น    เร้าใจ กับความท้าทายใหม่ๆ ในโลกเสมือนจริง ภายใต้กิจกรรม e-Motorsports ของ ผ่านการแข่งขัน Toyota Gazoo Racing GT Cup 2021 ในเกม Gran Turismo Sport บน Play Station 4 และ 5 ด้วยการทดสอบสมรรถนะ ความสมดุล และความคล่องตัวของรถ Toyota GR ในหลากหลายรุ่น อาทิ รถสปอร์ตในตำนาน Toyota GR Supra หรือ รถสปอร์ตสายพันธุ์แชมป์แรลลี่โลก Toyota GR Yaris จนสามารถหานักแข่งที่ทำคะแนนสะสมได้สูงสุด  3 คน เป็นตัวแทนประเทศไทย เข้าร่วมการแข่งขันระดับ Asia pacific ในเดือนตุลาคม พร้อมรับเงินรางวัลพิเศษ รวมมูลค่าทั้งสิ้นกว่า 60,000 บาท”  การแข่งขัน e-Motorsports ถือเป็นหนึ่งในเสาหลักของ Toyota Gazoo Racing ซึ่งนำความเร้าใจมาสู่ผู้ที่ชื่นชอบรถและความตื่นเต้นให้กับผู้คนที่มองหาความท้าทายใหม่ๆ ในโลกเสมือนจริง และยังเป็นการสร้างประสบการณ์ และการเรียนรู้แบบ Real time จากกิจกรรม Motor sport ของ TOYOTA GAZOO Racing ผ่านระบบออนไลน์ สำหรับการแข่งขันในรอบชิงชนะเลิศระดับประเทศ คือการแข่งขันในรูปแบบ One Make Race ในเกมส์ Gran Turismo Sport ของเครื่องPlayStation 4 และ 5 ซึ่งการแข่งขันชิงแชมป์ระดับประเทศนั้น จัดขึ้นใน 8 ประเทศ ได้แก่ ไทย ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ อินเดียมาเลเซีย รวมถึง 3 ประเทศใหม่ที่เข้าร่วมแข่งขันในปีนี้ คือ เกาหลีใต้ อินโดนีเซีย และพม่า โดยผู้ที่ผ่านรอบคัดเลือกในระดับประเทศ จะได้สิทธิ์เข้าร่วมการแข่งขันในระดับ Asia Pacific และระดับโลกในลำดับต่อไป สำหรับรายการ GR Supra GT Cup ถือเป็นรายการแข่งขันที่เฟ้นหานักแข่งรถในโลกเสมือนจริงที่มีฝีมือดีที่สุด รวมถึงยังเป็นรายการที่ได้รับความนิยมจากแฟนมอเตอร์สปอร์ต และ Gamer ตัวยงจากทั่วโลก มารวมตัวกันเพื่อสัมผัสประสบการณ์การแข่งขันรถยนต์กับโตโยต้าซึ่งในปีที่ผ่านมามีผู้เข้าชมการแข่งขันจากทั่วโลกกว่า 2.7 ล้านครั้ง ผลการแข่งขันกีฬา e-Motrorsports รอบคัดเลือกตัวแทนประเทศไทย…

Read More

ตลาดรถยนต์สิงหาคมอยู่ในช่วง Low season ยอดลดลง 38.8%

 

 ตลาดรถยนต์เดือนสิงหาคม 2564 มีปริมาณการขาย 42,176 คัน ลดลง 38.8% โดยตลาดรถยนต์นั่งมีอัตราการเติบโตลดลง 35% ตลาดรถยนต์เพื่อการพาณิชย์มีอัตราการเติบโตลดลง 40.5% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมาสืบเนื่องจากความวิตกกังวลต่อภาวะการระบาดของไวรัส COVID-19 ซึ่งเป็นการระบาดของสายพันธุ์ Delta ที่แพร่กระจายได้เร็วกว่าสายพันธุ์เดิม โดยจำนวนผู้ติดเชื้อรายวันเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้ศูนย์บริหารสถานการณ์การโควิด-19 (ศบค.)ขยายพื้นที่ควบคุมสูงสุดและเข้มงวดมากขึ้น เพื่อควบคุมการระบาดของไวรัส COVID-19 ด้วยเหตุนี้จึงส่งผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตของประชาชน และภาคธุรกิจต่างๆ ส่งผลให้ผูบริโภคส่วนใหญ่มีความวิตกกังวลต่อสถานการณ์ภายในประเทศและรัดกุมเรื่องการใช้จ่ายมากยิ่งขึ้น ประกอบกับช่วงฤดูฝนซึ่งเป็นช่วง Low season ที่เป็นอุปสรรคสำคัญในการขายรถยนต์อีกด้วย          ตลาดรถยนต์ในเดือนกันยายนมีแนวโน้มดีขึ้น เนื่องจากความกังวลต่อสถานการณ์การระบาดของไวรัส COVID-19 รวมทั้งการออกมาตรการควบคุมการระบาดของไวรัส COVID-19 เป็นปัจจัยสำคัญที่กระทบต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจให้ต้องชะลอ หรือเลื่อนกำหนดการออกไป รวมไปถึงสถานการณ์น้ำท่วมที่เกิดขึ้นในหลายจังหวัดทำให้ประชาชนเดือดร้อนด้วยหลายเหตุปัจจัยต่างๆ ส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของผู้บริโภคที่มีต่อเศรษฐกิจโดยรวม และกระทบความสามารถในการซื้อรถยนต์ของลูกค้าด้วยเช่นกัน อย่างไรก็ดียังมีความหวังว่าสถานการณ์ต่างๆ จะฟื้นตัวดีขึ้นจากความพยายามของภาครัฐในการแก้ไขปัญหา และการประกาศผ่อนคลายมาตรการล็อคดาวน์ที่จะเริ่มตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน 2564 รวมทั้งมาตรการทางเศรษฐกิจ ที่จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน กระตุ้นเศรษฐกิจ สร้างกำลังซื้อของผู้บริโภคให้ฟื้นคืนกลับมาโดยเร็ว คุณสุรศักดิ์ สุทองวัน รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด รายงานสถิติการขายรถยนต์ประจำเดือนสิงหาคม 2564 ชะลอตัวทุกเซ็กเมนท์ในช่วง Low Season โดยมียอดขายรวมทั้งสิ้น 42,176 คันลดลง 38.8%ประกอบด้วย รถยนต์นั่ง 13,845 คัน ลดลง 35% รถยนต์เพื่อการพาณิชย์ 28,331 คัน ลดลง 40.5% ขณะที่ รถกระบะขนาด 1 ตัน ในเซกเมนท์นี้ มีจำนวน 21,875 คัน ลดลง 40.9% ปริมาณการจำหน่ายรถยนต์ เดือนสิงหาคม 2564 1.ตลาดรถยนต์รวม ปริมาณการขาย 42,176 คัน ลดลง 38.8% อันดับที่ 1 โตโยต้า     12,364 คัน   ลดลง        42.8% ส่วนแบ่งตลาด 29.3% อันดับที่ 2 อีซูซุ         11,035 คัน   ลดลง        33.4%   ส่วนแบ่งตลาด 26.2% อันดับที่ 3 ฮอนด้า      5,345 คัน    ลดลง        37.9%     ส่วนแบ่งตลาด 12.7% 2.ตลาดรถยนต์นั่ง ปริมาณการขาย 13,845 คัน ลดลง 35% อันดับที่ 1 ฮอนด้า       4,906 คัน    ลดลง       30.9%        ส่วนแบ่งตลาด 35.4% อันดับที่ 2 โตโยต้า     3,694 คัน    ลดลง       30.0%   ส่วนแบ่งตลาด 26.7% อันดับที่ 3 มาสด้า      1,061 คัน    ลดลง       49.6%   ส่วนแบ่งตลาด  7.7% 3.ตลาดรถเพื่อการพาณิชย์ ปริมาณการขาย 28,331 คัน ลดลง 40.5% อันดับที่ 1 อีซูซุ         11,035 คัน   ลดลง       33.4%      ส่วนแบ่งตลาด 39.0% อันดับที่ 2 โตโยต้า     8,670 คัน    ลดลง      46.9%       ส่วนแบ่งตลาด 30.6% อันดับที่ 3 ฟอร์ด       2,012 คัน    ลดลง      23.3%       ส่วนแบ่งตลาด  7.1% 4.ตลาดรถกระบะขนาด 1 ตัน  (Pure Pick up และ รถกระบะดัดแปลง PPV*) ปริมาณการขาย 21,875 คัน ลดลง 40.9% อันดับที่ 1 อีซูซุ         9,638 คัน     ลดลง     36.9%       ส่วนแบ่งตลาด 44.1% อันดับที่ 2 โตโยต้า     7,754 คัน    ลดลง     42.8%       ส่วนแบ่งตลาด 35.4% อันดับที่ 3 ฟอร์ด       2,012 คัน    ลดลง     23.3%       ส่วนแบ่งตลาด  9.2% ปริมาณการขายรถกระบะดัดแปลง (ในตลาดรถกระบะขนาด 1 ตัน) 2,487 คัน          โตโยต้า 1,114 คัน – อีซูซุ 687 คัน – มิตซูบิชิ 278 คัน – ฟอร์ด 250  คัน – นิสสัน 158 คัน 5.ตลาดรถกระบะ Pure Pick up ปริมาณการขาย 19,388 คัน ลดลง 41.7% อันดับที่ 1 อีซูซุ         8,951 คัน     ลดลง       39.8%      ส่วนแบ่งตลาด 46.2% อันดับที่ 2 โตโยต้า     6,640 คัน    ลดลง       43.8%      ส่วนแบ่งตลาด 34.2% อันดับที่ 3 ฟอร์ด       1,762 คัน    ลดลง      15.7%       ส่วนแบ่งตลาด  9.1%                สถิติการจำหน่ายรถยนต์ เดือนมกราคม – สิงหาคม 2564 1.ตลาดรถยนต์รวม ปริมาณการขาย 467,809 คัน เพิ่มขึ้น 2.4%                             อันดับที่ 1 โตโยต้า     146,589 คัน เพิ่มขึ้น        9.9%     ส่วนแบ่งตลาด 31.3% อันดับที่ 2 อีซูซุ         117,880 คัน เพิ่มขึ้น        9.1%  ส่วนแบ่งตลาด  25.2% อันดับที่ 3 ฮอนด้า      55,018 คัน  ลดลง          1.7%     ส่วนแบ่งตลาด 11.8% 2.ตลาดรถยนต์นั่ง ปริมาณการขาย 150,885 คัน ลดลง 5.4%                                  อันดับที่ 1 ฮอนด้า      47,557 คัน  เพิ่มขึ้น       1.5%      ส่วนแบ่งตลาด 31.5% อันดับที่ 2 โตโยต้า     37,864 คัน  ลดลง        5.9%       ส่วนแบ่งตลาด 25.1% อันดับที่ 3 มาสด้า      13,235 คัน  ลดลง        9.4%       ส่วนแบ่งตลาด  8.8% 3.ตลาดรถเพื่อการพาณิชย์ ปริมาณการขาย 316,924 คัน เพิ่มขึ้น 6.6%                             อันดับที่ 1 อีซูซุ         117,880 คัน เพิ่มขึ้น      9.1%       ส่วนแบ่งตลาด 37.2% อันดับที่ 2 โตโยต้า     108,725 คัน เพิ่มขึ้น     16.7%     ส่วนแบ่งตลาด 34.3% อันดับที่ 3 ฟอร์ด       20,429 คัน  เพิ่มขึ้น     24.1%     ส่วนแบ่งตลาด  6.4% 4.ตลาดรถกระบะขนาด 1 ตัน  (Pure Pick up และ PPV) ปริมาณการขาย 246,625 คัน เพิ่มขึ้น4.4%                             อันดับที่ 1 อีซูซุ         107,060 คัน เพิ่มขึ้น       6.9%      ส่วนแบ่งตลาด 43.4% อันดับที่ 2 โตโยต้า     92,458 คัน   เพิ่มขึ้น      15.2% ส่วนแบ่งตลาด 37.5% อันดับที่ 3 ฟอร์ด       20,429 คัน   เพิ่มขึ้น      24.1% ส่วนแบ่งตลาด  8.3%          ปริมาณการขายรถกระบะดัดแปลง (ในตลาดรถกระบะขนาด 1 ตัน) 33,123 คัน          โตโยต้า 14,525 คัน – อีซูซุ 11,022 คัน – มิตซูบิชิ 4,204 คัน – ฟอร์ด 3,015 คัน – นิสสัน 357 คัน 5.ตลาดรถกระบะ Pure Pick up ปริมาณการขาย 213,502 คัน เพิ่มขึ้น 0.5% อันดับที่ 1 อีซูซุ         96,038 คัน   ลดลง          0.3%     ส่วนแบ่งตลาด 45.0% อันดับที่ 2 โตโยต้า     77,933 คัน   เพิ่มขึ้น        9.9%     ส่วนแบ่งตลาด 36.5% อันดับที่ 3 ฟอร์ด       17,414 คัน   เพิ่มขึ้น      30.0%     ส่วนแบ่งตลาด  8.2%     

Read More

HONDA COME BACK

 

 “ฮอนด้า” คัมแบ็กโพเดี้ยม “เบาติสต้า” แซงระห่ำคว้าที่ 3 เวิลด์ ซูเปอร์ไบค์ สนาม 10 อัลวาโร่ เบาติสต้า ยอดนักบิดสแปนิชจาก ทีม เอชอาร์ซี สร้างผลงานสุดร้อนแรงควบรถแข่ง Honda CBR1000RR-R หมายเลข 19 สตาร์ทกริดที่ 8 แซงระห่ำผงาดคว้าโพเดี้ยมอันดับ 3 ในศึก เวิลด์ ซูเปอร์ไบค์ แชมเปี้ยนชิพ สนาม 10 เรซที่ 2 เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา ที่ เซอร์กิโต เดเฆเรซ ประเทศสเปน ศึกจักรยานยนต์ทางเรียบชิงแชมป์โลก รายการ เวิลด์ ซูเปอร์ไบค์ แชมเปี้ยนชิพ 2021 สนาม 10 ต้องยกเลิกการแข่งขันในวันเสาร์เนื่องจากความสูญเสียที่เกิดขึ้นกับนักบิดวัย 15 ปีชาวสแปนิชอย่าง ดีน เบร์ตา บีลาเลส ซึ่งเกิดอุบัติเหตุในรุ่น เวิลด์ ซูเปอร์สปอร์ต 300 ซีซี จนเสียชีวิตในช่วงค่ำของวันดังกล่าว โดยฝ่ายจัดการแข่งขันต้องยกเรซมาดวลกันในวันอาทิตย์ที่ 26 กันยายน ที่ผ่านมา ซึ่งผลปรากฏว่า เบาติสต้า คว้าอันดับ 5 ในเรซแรกมาครอง ด้วยเวลาตามหลังผู้ชนะ 8.652 วินาที ส่วนทีมเมทชาวอังกฤษอย่าง ลีออน ฮาสลัม พารถแข่งหมายเลข 91 เข้าป้ายในอันดับ 11 ตามหลังแชมป์ 24.783 วินาที ส่วนในเรซที่ 2 ซึ่งดวลกันในช่วงค่ำตามเวลาประเทศไทย เบาติสต้า ที่แม้จะออกตัวจากกริดที่ 8 แต่สร้างผลงานสุดร้อนแรง ไล่แซงคู่แข่ง ทะยานเข้าป้ายอันดับ 3 คว้าโพเดี้ยมให้กับทีมได้อย่างยิ่งใหญ่ ตามหลังแชมป์เพียง 4.247 วินาที ส่วนฮาสลัม จบการแข่งขันในอันดับ 12 ตามหลังผู้ชนะ 27.266 วินาที ผ่านการแข่งขัน 10 สนาม เบาติสต้า ขยับขึ้นมารั้งอันดับ 9 บนตารางแชมเปี้ยนชิพ มีทั้งสิ้น 169 คะแนน ส่วน ฮาสลัมรั้งอันดับ 13 มี 104 คะแนน โดยสนามถัดไปของศึก เวิลด์ ซูเปอร์ไบค์ แชมเปี้ยนชิพ 2021 จะดวลความเร็วกันที่ อัลการ์ฟอินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต ประเทศโปรตุเกส ระหว่างวันที่ 1-3 ตุลาคมนี้ พร้อมติดตามข่าวสารของนักบิดฮอนด้าได้ที่เฟซบุ๊กแฟนเพจ เรซ ทู เดอะ ดรีม : www.facebook.com/HondaRacingTeamTH #WhatStopsYou  #มุ่งไปอย่าให้อะไรมาหยุด #Honda  #HRC  #WSBK  #CBR1000RRR  #RaceToTheDream  #HondaRacingThailand  #MotorSport

Read More

เหตุผลที่ มิตซูบิชิ แอททราจ และมิราจ เป็นซิตี้คาร์ที่เหมาะสำหรับไลฟ์สไตล์ในยุคชีวิตวิถีใหม่

 

 นับจากการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ทำให้การใช้ชีวิต การทำงาน และการเดินทางสัญจรของเราไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป การดำเนินชีวิตทั้งหมดของเรามีการเปลี่ยนแปลงไปสู่สิ่งที่เราเรียกว่า ‘ความปกติใหม่’ หรือ ‘New Normal’ เราต้องเพิ่มการป้องกันตนเองในด้านสุขอนามัย และการเว้นระยะห่างทางสังคมเมื่ออยู่ในพื้นที่สาธารณะ พร้อมความเปลี่ยนแปลงในด้านการเดินทางสัญจร ที่ต้องหลีกเลี่ยงจากระบบขนส่งมวลชนที่ผู้ใช้บริการอย่างแออัด จึงส่งผลให้การเดินทางด้วยรถยนต์ส่วนบุคคลมีความจำเป็นและสำคัญเพิ่มมากขึ้น และนี่คือ 5 เหตุผลที่ยืนยันว่าเพราะเหตุใด มิตซูบิชิ แอททราจ และมิราจ จึงเป็นซิตี้คาร์ที่เหมาะสำหรับไลฟ์สไตล์ยุคใหม่ในช่วงเวลาแบบชีวิตวิถีใหม่นี้ 1.การเดินทางที่เหมาะสมในยุค ‘ชีวิตวิถีใหม่’ ถึงแม้ตลาดรถยนต์ในประเทศไทยมีแนวโน้มที่ชะลอตัว แต่การเดินทางด้วยรถยนต์ส่วนบุคคลกลับมีความสำคัญมากขึ้นเนื่องจากมีความปลอดภัยและเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดในยุค ‘ชีวิตวิถีใหม่’ ที่ผู้คนต่างต้องรักษาระยะห่างทางสังคม เพื่อตอบสนองความต้องการรถยนต์ส่วนบุคคลที่เพิ่มสูงขึ้น มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย จึงขอแนะนำวิธีการเดินทางที่ชาญฉลาด ปลอดภัย และคุ้มค่าด้วย มิตซูบิชิ แอททราจ และมิราจ รถยนต์ซิตี้คาร์ที่ช่วยสร้างแรงบันดาลใจให้แก่คนเมืองในทุกช่วงอายุที่กำลังมองหาวิธีการเดินทางที่สะดวกสบายและคุ้มค่า มิตซูบิชิ แอททราจ และมิราจ ได้รับการออกแบบให้ตัวรถมีขนาดรถที่พอเหมาะสม มีความคล่องตัว และยังเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ด้วยเครื่องยนต์เบนซินขนาด 1.2 ลิตร DOHC พร้อมระบบวาล์วแปรผัน MIVEC ที่ให้ความประหยัดและมีประสิทธิภาพสูงสุด   2.ครบครันด้วยสมาร์ทฟังก์ชั่นและเทคโนโลยีความปลอดภัยที่ทันสมัย มิตซูบิชิ แอททราจ และมิราจ โดดเด่นด้วยฟังก์ชั่นอำนวยความสะดวกที่ครบครันสำหรับการใช้งานในชีวิตประจำวันและการเดินทางท่องเที่ยวในช่วงสุดสัปดาห์ ซิตี้คาร์ทั้งสองรุ่นมาพร้อมกับหน้าจอระบบสัมผัส Smartphone – Link Display Audio (SDA) ขนาด 7 นิ้ว ใหม่ ที่สามารถเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนและรองรับระบบแอปเปิล คาร์เพลย์ พร้อมระบบสั่งการด้วยเสียง Siri และการเชื่อมต่อด้วยระบบบลูทูธ มิตซูบิชิ แอททราจ และมิราจ ยังครบครันและสะดวกสบายด้วยอุปกรณ์อำนวยความสะดวกมากมายเทียบเท่ากับรถซีดานระดับบน อาทิ ระบบล็อกความเร็วบนพวงมาลัย ระบบปรับอากาศอัตโนมัติ ระบบกุญแจอัจฉริยะ KOS พร้อมปุ่มสตาร์ทเครื่องยนต์ กล้องมองภาพหลังขณะถอยจอด กระจกมองหลังตัดแสงอัตโนมัติ และระบบไฟหน้าอัตโนมัติ มิตซูบิชิแอททราจ และมิราจ ครบครันด้วยเทคโนโลยีระบบความปลอดภัยที่ทันสมัย ได้แก่ ระบบเตือนการชนด้านหน้าตรงพร้อมระบบช่วยชะลอความเร็ว (FCM-LS) ระบบตัดกำลังเครื่องยนต์ชั่วขณะเมื่อเหยียบคันเร่งอย่างรุนแรงและรวดเร็วเฉพาะด้านหน้า (RMS-Forward) ระบบช่วยออกตัวบนทางลาดชัน (HSA) ระบบควบคุมเสถียรภาพการทรงตัว (ASC) และระบบป้องกันการลื่นไถล (TCL) มิตซูบิชิ แอททราจ และมิราจ มาพร้อมกับถุงลมนิรภัยคู่หน้าสำหรับผู้ขับขี่และผู้โดยสารตอนหน้ารวมถึงระบบป้องกันล้อล็อกขณะเบรก (ABS) พร้อมระบบกระจายแรงดันน้ำมันเบรกอิเล็กทรอนิกส์ (EBD) และระบบเสริมแรงเบรก (BA) ซึ่งทำงานประสานกันเพื่อมอบความมั่นใจให้ผู้ขับขี่บนทุกเส้นทาง รถยนต์ทั้งสองรุ่นยังติดตั้งระบบไฟกะพริบฉุกเฉินอัตโนมัติขณะเบรกกะทันหัน (ESS) อีกด้วย 3.มั่นใจได้ทุกการขับขี่ รถยนต์ทุกรุ่นของ มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย มาพร้อมกับความมั่นใจทั้งในด้านคุณภาพ และค่าใช้จ่ายด้านบริการหลังการขายที่เหมาะสมภายใต้สโลแกน ‘เราดูแล คุณแค่ขับ’ ที่พร้อมให้บริการแก่ลูกค้าด้วยผู้จำหน่ายทั่วประเทศกว่า 240 แห่ง ด้วยการให้บริการที่ได้มาตรฐาน คุณภาพอะไหล่แท้ ให้บริการด้วยเจ้าหน้าที่ผู้เชี่ยวชาญและผ่านการฝึกอบรม ตลอดจนความสะดวกสบายในการเข้ารับบริการด้วยเครือข่ายผู้จำหน่ายที่ครอบคลุมทั่วทั้งประเทศ พร้อมกันนี้ลูกค้ายังจะได้รับแพ็คเกจบริการหลังการขาย ‘Mitsubishi Service Package’ประกอบด้วย ฟรีค่าบริการเช็คระยะ 5 ปี และฟรีบริการช่วยเหลือฉุกเฉิน 5 ปี โดยบริษัทฯ พร้อมยกระดับมาตรฐานการให้บริการหลังการขายเพิ่มขึ้นด้วยการมอบการรับประกัน 5 ปี และฟรีค่าแรงอีก 5 ปี ให้เป็นการรับประกันมาตรฐาน หรือมั่นใจยิ่งขึ้นด้วยออฟชั่นพิเศษ โปรแกรมขยายการรับประกันคุณภาพ Warranty Plus นานสูงสุดรวม 7 ปี เพื่อช่วยเพิ่มความมั่นใจให้แก่ลูกค้ามากยิ่งขึ้นด้วยค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาที่ไม่แพง และราคาขายต่อที่เหมาะสม 4.รางวัลการันตีความสำเร็จ มิตซูบิชิ แอททราจ และมิราจ สามารถคว้ารางวัล รถยนต์อีโคคาร์ 4 ประตู ราคาคุ้มค่ายอดเยี่ยม และรางวัล รถยนต์อีโคคาร์ ประหยัดน้ำมันยอดเยี่ยม ตามลำดับ โดยรถยนต์ซิตี้คาร์ทั้งสองรุ่นยังคงครองตำแหน่งรถยนต์ที่ได้รับรางวัลดังกล่าวมากที่สุดในเซกเมนต์จากการประกวดรถยนต์ยอดเยี่ยมแห่งปีที่จัดขึ้นโดย บริษัทกรังด์ปรีซ์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) ซึ่งถือเป็นหนึ่งในเจ็ดรางวัลรถยอดเยี่ยมแห่งปี 2564 ที่ มิตซูบิชิ มอเตอร์สประเทศไทย ได้รับในปี 2564 นี้ ซึ่งครอบคลุมรถยนต์ทุกรุ่นที่จำหน่ายในประเทศไทย สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของบริษัทฯ ที่มุ่งมั่นนำเสนอรถยนต์ที่ดีที่สุดให้แก่ลูกค้าชาวไทย ทั้งในด้านสมรรถนะ ความปลอดภัย และคุณภาพ 5.ร่วมกันช่วยเหลือสังคมของพวกเรา ลูกค้าสามารถเลือกซื้อรถยนต์ มิตซูบิชิ ซิตี้คาร์ เพื่อการเดินทางที่คุ้มค่าพร้อมมีส่วนร่วมในการช่วยเหลือสังคม เนื่องในโอกาสฉลองการดำเนินธุรกิจในประเทศไทยครบ 60 ปี ของ มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย ลูกค้าทุกท่านสามารถมีส่วนร่วมในการพัฒนาชุมชนของเราในแบบที่ยั่งยืน ด้วยการซื้อรถยนต์ มิตซูบิชิแอททราจ และมิราจ ‘สเปเชียล เอดิชั่น’ โดยบริษัทฯ จะบริจาคเงินจำนวน 2,000 บาทต่อคัน เพื่อร่วมบริจาคเงินให้แก่องค์กรการกุศลต่างๆ ตามปณิธาน 3 หัวข้อหลัก ได้แก่ ด้านการศึกษา ด้านสิ่งแวดล้อม ด้านสุขอนามัยและความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นของคนไทย มิตซูบิชิ แอททราจ และมิราจ ยังคงมอบประสบการณ์การขับขี่ที่ยอดเยี่ยมและตอบโจทย์ทุกการใช้งานด้วยคุณสมบัติที่เหนือกว่าและครบครันทั้งในด้านเทคโนโลยีระบบความปลอดภัย อุปกรณ์อำนวยความสะดวก พร้อมด้วยความมั่นใจในการขับขี่และยังเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม โดยรถยนต์ซิตี้คาร์ทั้งสองรุ่นนี้ยังได้ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อช่วยสร้างแรงบันดาลใจและร่วมค้นหาความสำเร็จใหม่ๆ ภายใต้แนวคิดแบรนด์ระดับโลก ‘Drive your Ambition’ มิตซูบิชิ มอเตอร์สประเทศไทย ขอนำเสนอรถยนต์ซิตี้คาร์ทั้ง มิตซูบิชิ แอททราจ และมิราจ รุ่นต่างๆ ดังนี้ ราคาจำหน่ายของมิตซูบิชิ แอททราจ        มิตซูบิชิ แอททราจ ACTIVE (M/T) 494,000 บาท        มิตซูบิชิ แอททราจ ACTIVE 529,000 บาท        มิตซูบิชิ แอททราจ Special Edition 543,000 บาท        มิตซูบิชิ แอททราจ SMART 584,000 บาท ราคาจำหน่ายของมิตซูบิชิ มิราจ        มิตซูบิชิ มิราจ ACTIVE (M/T) 474,000 บาท        มิตซูบิชิ มิราจ ACTIVE 509,000 บาท        มิตซูบิชิ มิราจ Special Edition 523,000 บาท        มิตซูบิชิ มิราจ SMART 579,000 บาท

Read More

Mobil℠ Fleet Care

 

 บริษัท เอสโซ่ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) เปิดตัวโปรแกรมระบบบริหาร ฟลีท Mobil℠ Fleet Care (MFC) พิเศษสำหรับลูกค้าผลิตภัณฑ์น้ำมันหล่อลื่นโมบิลแล้ววันนี้ เพื่อตอบโจทย์ผู้ประกอบการธุรกิจฟลีทด้วยข้อมูลที่ครอบคลุม ทั้งในด้านประสิทธิภาพการซ่อมบำรุงที่ตรงเวลา และ  เพื่อช่วยเพิ่มผลกำไรอีกด้วย คุณแยป เพ็ง อัน ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายขาย ผลิตภัณฑ์น้ำมันหล่อลื่นประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กล่าวว่า “การเปิดตัวโปรแกรม Mobil℠ Fleet Care  คือส่วนหนึ่งของคำมั่นสัญญาของเราในอุตสาหกรรมการขนส่งในหลายประเทศเพราะเราเข้าใจถึงปัญหาที่ผู้ประกอบการรถฟลีทพบเจอในแต่ละวัน ไม่ว่าจะเป็นค่าใช้จ่ายที่สูงขึ้น ประสิทธิภาพการทำงานของรถฟลีท และความปลอดภัยของคนขับ ดังนั้นเราจึงออกแบบโปรแกรมนี้ขึ้นโดยมีเป้าหมายเพื่อมอบระบบบริหารฟลีทที่ครบวงจร ทั้งด้านผลิตภัณฑ์และบริการที่ตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้า และช่วยในการบริหารจัดการประสิทธิภาพและธุรกิจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงเวลาที่หลายประเทศพบเจอวิกฤติจากโรคระบาด ที่เอ็กซอนโมบิล ลูกค้าคือหัวใจหลักของเรา เราจึงมุ่งมั่นที่จะพัฒนาโปรแกรม อย่างรวดเร็วเพื่อช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถดูแลธุรกิจฟลีทอย่างครอบคลุมในโปรแกรมเดียว สามารถตอบโจทย์ความต้องการของอุตสาหกรรมการขนส่งในประเทศได้ นอกจากนั้น จากประสบการณ์อันยาวนาน พร้อมทั้งความร่วมมือของพาร์ทเนอร์ทางธุรกิจ เราจึงสามารถมอบระบบที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการใช้รถฟลีท เพิ่มผลกำไรและเพิ่มการบริหารจัดการคนขับรถได้ดียิ่งขึ้น” โปรแกรม Mobil℠ Fleet Care เปิดตัวแล้วในประเทศมาเลเซีย สิงคโปร์ และไทย โดยคาดว่าจะขยายการใช้โปรแกรมในอนาคตไปยังประเทศอื่นๆในภูมิภาค โดย Mobil℠ Fleet Care เป็นโปรแกรมพิเศษสำหรับผู้ประกอบการที่ซื้อผลิตภัณฑ์น้ำมันหล่อลื่นโมบิลจากผู้แทนจำหน่ายโมบิลอย่างเป็นทางการเท่านั้น สอบถามรายละเอียด และข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับโปรแกรม Mobil℠ Fleet Care ได้ที่ http://mobil.com/fleet-care-asean

Read More

จีที-อาร์ซูเปอร์สปอร์ตคาร์

 

 นิสสัน กรุงไทย ส่งมอบรถยนต์ระดับตำนานอย่างนิสสัน จีที-อาร์ ผู้ชื่นชอบในความเป็นซูเปอร์สปอร์ตคาร์ ที่มาจากงานวิศวกรรมยานยนต์ชั้นสูง และมีสมรรถนะระดับแนวหน้าเช่นเดียวกับซูเปอร์คาร์ นิสสัน จีที-อาร์ ผลิตด้วยความพิถีพิถันโดยวิศวกรผู้ชำนาญการโดยเฉพาะ และผู้จำหน่ายซูเปอร์สปอร์ตคาร์ของนิสสันอย่างเป็นทางการ จะต้องผ่านมาตรฐานการฝึกอบรมพิเศษเพื่อดูแลรถยนต์สมรรถสูงตลอดอายุการใช้งานเท่านั้น คุณสมิทธ์ จุฑานุกาล ลูกค้านิสสัน จีที–อาร์ ของนิสสัน กรุงไทย มั่นใจการเป็นผู้จำหน่าย และบริการของ NHPC อย่างเป็นทางการ ในวันส่งมอบรถ ณ นิสสัน กรุงไทย รามอินทรา กม.4 ซึ่งเป็นผู้ประกอบการธุรกิจนำเข้า และจำหน่ายนาฬิกาไฮเอน และเชี่ยวชาญในการดูแลงานฝีมือระดับมาสเตอร์พีซ เล่าถึงความชื่นชอบใน จีที-อาร์ ว่า “ผมและครอบครัวชื่นชอบ จีที-อาร์ มานานแล้ว โดยเฉพาะเรื่องของสมรรถนะที่ทำให้ประสบการณ์การขับขี่เร้าใจ ถึงแม้ดีไซน์ทั้งภายนอกและภายในจะเน้นที่ความสปอร์ต และความปลอดภัย แต่ก็ยังขับ ใช้งานได้จริงในชีวิตประจำวันได้อย่างสบาย และที่สำคัญ จีที-อาร์ เปรียบเสมือนที่สุดของวิศวกรรมยานยนต์ของประเทศญี่ปุ่น มีกรรมวิธีการผลิตอย่างประณีตพิถีพิถัน และยังเป็นรถยนต์ซูเปอร์สปอร์ตคาร์ที่เกียรติประวัติและชื่อเสียงมาอย่างยาวนานทั้งจากวงการมอเตอร์สปอร์ต และกลุ่มคนรักรถยนต์สมรรถนะสูง”

Read More

BMW ผลิตยนตรกรรมครบ 200,000 คัน

 

 บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป แมนูแฟคเจอริ่ง ประเทศไทย ผลิตยนตรกรรมรวมทั้งรถยนต์และมอเตอร์ไซค์ครบ 200,000 คันหลังจากเปิดไลน์การผลิตมายาวนานกว่า 21 ปี นับเป็นยอดการผลิตที่ก้าวกระโดดขึ้นมาอย่างน่าประทับใจ หลังจากที่ประสบความสำเร็จในการผลิตยนตรกรรรมครบ 100,000 คัน ในปี 2561 หรือภายในเวลาเพียงสามปีที่ผ่านมาเท่านั้น สะท้อนให้เห็นถึงความต้องการอย่างต่อเนื่องที่เพิ่มขึ้นทั้งในและนอกประเทศ นอกจากนี้ โรงงานบีเอ็มดับเบิลยูในจังหวัดระยองยังยกระดับมาตรการป้องกันการแพร่เชื้อสูงสุดทั้งสำหรับพนักงานและการดำเนินการภายในพื้นที่เพื่อความปลอดภัยสูงสุดของพนักงานและสามารถดำเนินการผลิตได้อย่างต่อเนื่อง มร.เอริค รูเก้ กรรมการผู้จัดการ บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป แมนูแฟคเจอริ่ง ประเทศไทย กล่าวว่า “แม้ในปีที่ผ่านมาจะมีความท้าทายหลายประการ แต่เราได้เรียนรู้ที่จะปรับวิธีการทำงานในช่วงเวลาที่ห่วงโซ่อุปทานได้รับผลกระทบเป็นวงกว้างเช่นนี้ ด้วยการจัดการด้านการผลิตที่มีประสิทธิภาพและมีความยืดหยุ่น พร้อมมาตรการอันรัดกุมเพื่อปกป้องพนักงานและพาร์ทเนอร์ของเรา หมุดหมายการผลิตครบ 200,000 คันนี้ คือสัญลักษณ์ของความเข้มแข็งและความมุ่งมั่นของเรา ที่จะส่งมอบยนตรกรรมที่ดีที่สุดสู่ตลาดไทยและตลาดอื่น ๆ ในภูมิภาค”

Read More

MAZDA CX-5 ต้นกำเนิดเทคโนโลยีสกายแอคทีฟ

 

 รถอเนกประสงค์เอสยูวีมาสด้า CX-5 เจเนอเรชั่นแรก เผยโฉมสู่สาธารณชนครั้งแรกของโลกเมื่อเดือนพฤศจิกายน2555 ณ ประเทศญี่ปุ่น ทั่วโลกต่างตั้งข้อสงสัยว่าเหตุใดมาสด้าจึงเริ่มต้นการพัฒนาเทคโนโลยีและดีไซน์ใหม่ทั้งหมดลงไปยังรถอเนกประสงค์ ซึ่งขณะนั้นเป็นเซ็กเมนต์เล็กๆ แต่ในทางตรงกันข้ามมาสด้ากลับมองถึงโอกาสในอนาคตที่ต้องการสร้างความแตกต่าง กล้าที่ฉีกจะออกจากกฎเกณฑ์แบบเดิมๆ ที่สำคัญคือต้องเปลี่ยนพฤติกรรมของผู้บริโภคทั่วโลกให้หันมานิยมรถอเนกประสงค์มากขึ้น วันนี้สิ่งที่มาสด้าเล็งเห็นและลงมือบุกเบิกนั้นได้ส่งผลลัพธ์ต่อผู้บริโภคให้หันมานิยมรถอเนกประสงค์เอสยูวีมากขึ้นจนถึงปัจจุบันอย่างชัดเจน จากวันนั้นถึงวันนี้ การมุ่งพัฒนาครอสโอเวอร์เอสยูวีรุ่นแรกที่ถูกพัฒนาขึ้นภายใต้เทคโนโลยีสกายแอคทีฟ และการออกแบบจาก “โคโดะ ดีไซน์” Soul of Motion หรือจิตวิญญาณแห่งการเคลื่อนไหว เกิดจากการแสดงออกถึงความแข็งแกร่งมีพลังและความคล่องแคล่วปราดเปรียวของเสือซีต้าห์ที่กำลังตระคุบเหยื่อซึ่งเป็นทวงท่าที่สง่างาม นั่นคือแรงบันดาลใจของการออกแบบ รวมถึงความยอดเยี่ยมในทุกมิติจึงได้รับการตอบรับอย่างดียิ่งจากลูกค้าทั่วโลกภายในเวลาอันรวดเร็ว รวมถึงการคว้ารางวัลรถยนต์ยอดเยี่ยมจากประเทศญี่ปุ่น และรางวัลอันทรงเกียรติจากทั่วทุกมุมโลกมาครองได้มากมาย เดือนพฤศจิกายน 2556 คือการเดินทางมาถึงประเทศไทยเป็นครั้งแรกของ CX-5 เจเนอเรชั่นแรก พร้อมสร้างชื่อเสียงอย่างรวดเร็วเพียง 4 ปี มียอดขายสูงถึง 17,000 คัน Mazda CX-5 เจเนอเรชั่นแรกที่เปิดตัวในประเทศไทยถัดมาเดือนพฤศจิกายน 2560 คือการเดินทางมาของเจเนอเรชั่นที่ 2 ซึ่งแน่นอนว่าได้รับการตอบรับอย่างดีเช่นกัน กลายเป็นหนึ่งในรถอเนกประสงค์ที่ขายดีที่สุดของมาสด้า จนถึงปัจจุบันขายไปแล้วกว่า 15,000 คัน ที่สำคัญนอกจากในประเทศไทยแล้ว ลูกค้าทั่วโลกต่างให้การยอมรับสูงสุดเช่นเดียวกัน และมียอดขายสะสมมากกว่า 8 ล้านคัน Mazda CX-5 รุ่นปัจจุบันอะไรคือปัจจัยสำคัญที่ทำให้มาสด้า CX-5 ประสบความสำเร็จมากมายเช่นนี้ แน่นอนว่าเกิดจากการนำเอาความสมบูรณ์แบบของเทคโนโลยีสกายแอคทีฟแพลตฟอร์มเจเนอเรชั่นใหม่ที่มาสด้าคิดค้นขึ้น เพื่อพัฒนาสมรรถนะของรถและเครื่องยนต์ที่ให้พละกำลังแรงแต่ประหยัดน้ำมัน มาผนวกเข้ากับการทำงานร่วมกันระหว่างเครื่องยนต์ ระบบเกียร์ โครงสร้างตัวถัง และแชสซี ไว้ด้วยกัน เพื่อให้ทุกส่วนทำงานประสานสอดคล้องกันและเกิดประสิทธิภาพสูงสุด พร้อมกับการศึกษาเชิงสรีระ และธรรมชาติการเดินของมนุษย์มาประยุกต์ใช้เพื่อเพิ่มความเป็นหนึ่งเดียวกันระหว่างคนกับรถที่สมบูรณ์แบบ และมอบความสะดวกสบายให้ผู้โดยสารตลอดการเดินทาง ด้วยเทคโนโลยีสกายแอคทีฟที่สร้างชื่อให้มาสด้า CX-5 ประกอบด้วยหัวใจหลักสำคัญดังต่อไปนี้ 1.จุดเริ่มต้นของความสำเร็จ ปฏิเสธไม่ได้ว่า แม่เหล็กสำคัญที่ดึงผู้บริโภคให้เข้าหามาสด้า คือ การนำเอาเทคโนโลยีสกายแอคทีฟมาใส่ไว้ในรถยนต์ทุกรุ่นในเจเนอเรชั่นที่ 6 ควบคู่ไปกับการนำแนวคิดการออกแบบที่เรียกว่า “โคโดะ ดีไซน์” (KODO Design) มาใช้ตั้งแต่ปี 2556 จนทำให้รถยนต์ของมาสด้าได้รับเสียงตอบรับอย่างดียิ่ง ทำให้มาสด้าสร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ให้เกิดขึ้นในตลาดรถยนต์เมืองไทยและอาเซียนได้อย่างน่าสนใจต่อมามาสด้าได้นำเสนอธีมการออกแบบใหม่ล่าสุด คือ การสร้างเอกลักษณ์แบบเรียบหรูสง่างาม ELEGANCE เพื่อแสดงถึงคุณค่าแห่งสุนทรียศาสตร์สไตล์ญี่ปุ่น หรือความงดงามที่ละเอียดอ่อน หรูหรา สมบูรณ์แบบ ลดทอนองค์ประกอบที่มากเกินไปคงเหลือไว้แต่สิ่งที่สำคัญ ตามคอนเซ็ปต์ Less is more ซึ่งเป็นรากฐานทางวัฒนธรรมประเพณีของญี่ปุ่น เพื่อแสดงออกถึงความสง่าผ่าเผย มีเสน่ห์ดึงดูดใจ จนกลายเป็นภาพลักษณ์ยุคใหม่ของมาสด้า 2.เครื่องยนต์ SKYACTIV ENGINE มาสด้าเป็นค่ายแรกที่มีเครื่องยนต์ให้เลือกมากที่สุดถึง 3 เครื่องยนต์ เพิ่มทางเลือกให้ลูกค้าได้มากยิ่งขึ้นนอกจากเหนือจากกลุ่มลูกค้าที่ชื่นชอบรถสไตล์เอสยูวี ขยายไปสู่กลุ่มลูกค้าที่ต้องการรถยนต์สมรรถนะสูงและการตอบสนองได้ดั่งใจ ประกอบด้วย SKYACTIV-G 2.5T เครื่องยนต์สกายแอคทีฟเบนซิน เทอร์โบ 2.5 ให้กำลังสูงถึง 231 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 420 นิวตัน-เมตร มาพร้อมระบบเทอร์โบแบบ Dynamic Pressure ตอบสนองได้รวดเร็วและแม่นยำ อีกทั้งยังมีระบบขับเคลื่อน 4 ล้ออัตโนมัติ i-ACTIV AWD ที่ช่วยปรับระบบการขับขี่ให้เหมาะสมกับสภาพถนน นับเป็นอีกก้าวของความสำเร็จในการพัฒนาเครื่องยนต์สกายแอคทีฟ SKYACTIV-G 2.0 เครื่องยนต์สกายแอคทีฟเบนซิน 2.0 เป็นนวัตกรรมของมาสด้าที่ใช้เทคโนโลยีที่ทำให้เครื่องยนต์สันดาปภายในฉีดเชื้อเพลิงเข้าสู่ห้องเผาไหม้โดยตรง ทำให้เกิดการเผาไหม้อย่างมีประสิทธิภาพ ด้วยอัตราส่วนการอัดสูงถึง 14.0:1 ทำให้ประหยัดน้ำมันมากขึ้น ได้แรงบิดเพิ่มขึ้นจากการทำงานของระบบ Direct Injection Spark Ignitions ที่เพิ่มประสิทธิภาพของส่วนผสมระหว่างน้ำมันกับอากาศจนได้การเผาไหม้ที่สมบูรณ์ ให้พละกำลังแรงถึง 165 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 210 นิวตัน-เมตร ประหยัดน้ำมันถึง 13.9 กม./ลิตร SKYACTIV-D 2.2 เครื่องยนต์สกายแอคทีฟคลีนดีเซลขนาด 2.2 ลิตร พร้อมเทอร์โบแปรผันแบบ 2 ขั้น ให้พละกำลังถึง 190 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 450 นิวตัน-เมตร ประหยัดน้ำมันถึง 18.2 กม./ลิตร ได้รับการยกระดับเทคโนโลยี เช่น หัวฉีดแบบหลายรู ช่วยให้ฉีดน้ำมันได้อย่างแม่นยำ ลูกสูบเป็นร่องรูปไข่ที่ช่วยรักษาสภาวะการเผาไหม้ที่สมบูรณ์ ให้อัตราส่วนกำลังอัดต่ำสุดเพียง 14.4:1 มีน้ำหนักเบาและทนทานสูง ได้รับการพัฒนาให้ตัวรถมีน้ำหนักลดลงถึง 10% ปล่อยค่าไอเสียCO2 ลดลงถึง 20% และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม 3.เกียร์อัตโนมัติ SKYACTIV-DRIVE แบบ 6 สปีด ถูกออกแบบเพื่อมอบสิ่งที่ดีที่สุดด้วยการรวมข้อดีของเกียร์อัตโนมัติทุกระบบเข้าไว้ด้วยกัน ให้การตอบสนองได้อย่างแม่นยํา การเปลี่ยนเกียร์ที่ราบรื่น ให้อัตราเร่งต่อเนื่อง และประหยัดน้ำมันในทุกรอบความเร็ว ไม่ว่าจะเป็นเครื่องยนต์เบนซินหรือดีเซลแรงบิดสูง ขณะออกตัวแรงเปลี่ยนเกียร์ได้รวดเร็ว และเร่งแซงได้อย่างนุ่มนวล 4.โครงสร้างตัวถัง SKYACTIV BODY ผลิตจากเหล็กกล้าคุณภาพสูง (High Tensile Steel) น้ำหนักเบา แข็งแกร่ง และทนต่อแรงบิดมากขึ้น มีความปลอดภัยขั้นสูงสุดหากเกิดการชนปะทะ ให้การควบคุมรถที่มั่นคงช่วยลดแรงสะเทือนจากถนนและกระจายแรงปะทะที่จะเข้าสู่ห้องโดยสารในกรณีที่เกิดอุบัติเหตุ รวมถึงช่วยประหยัดน้ำมันมากยิ่งขึ้น 5.ช่วงล่างและระบบบังคับเลี้ยว SKYACTIV-CHASSIS เทคโนโลยีช่วงล่างและระบบบังคับเลี้ยวเจเนอเรชั่นใหม่ที่พัฒนาให้มีน้ำหนักลดลง แต่ให้ความแข็งแกร่งและคล่องตัว ให้การควบคุมที่ดีในทุกช่วงความเร็ว ด้วยระบบบังคับเลี้ยวเจเนอเรชั่นใหม่ด้วยพลังงานไฟฟ้าช่วยให้ควบคุมได้ดั่งใจ รองรับแรงสั่นสะเทือนได้ดียิ่งขึ้น เพิ่มสมรรถนะในการขับขี่และรักษาสเถียรภาพในการทรงตัวได้อย่างเหนือชั้น รวมถึงช่วยเพิ่มประสบการณ์การขับขี่แบบ Jinba-ittai ที่ผสานความเป็นหนึ่งเดียวระหว่างผู้ขับขี่กับรถได้ดียิ่งขึ้น 6.ระบบควบคุมสมรรถนะการขับขี่อัฉริยะขั้นสูง G-Vectoring Control Plus (GVC Plus) มาสด้า CX-5 ได้รับการติดตั้งเทคโนโลยีใหม่ล่าสุด G-Vectoring Control Plus ซึ่งเป็นหนึ่งในเทคโนโลยี SKYACTIV-VEHICLE DYNAMICS ที่พัฒนาต่อจากระบบ GVC ช่วยควบคุมสมรรถนะการขับขี่ให้แม่นยำและสมดุล โดยเฉพาะการเข้าโค้งและสถานการณ์ฉุกเฉินได้ดียิ่งขึ้น เพื่อให้ผู้ขับขี่สัมผัสถึงความรู้สึกเป็นหนึ่งเดียวกันระหว่างคนกับรถได้สมบูรณ์แบบมากยิ่งขึ้น 7.ระบบ i-ACTIVSENSE ได้รับการพัฒนาให้มีความปลอดภัยระดับโลก ความปลอดภัยเชิงป้องกัน Mazda Proactive Safety เป็นวิธีการอันเข้มข้นในการเพิ่มสภาวะที่ผู้ขับขี่สามารถขับรถได้อย่างปลอดภัยให้ได้มากที่สุดและมั่นใจยิ่งขึ้น มีจุดมุ่งหมายเพื่อให้เกิดความสุขในการขับขี่ที่แท้จริงสำหรับลูกค้าทุกคน ฟังก์ชั่นและคุณลักษณะความปลอดภัยก่อนเกิดเหตุที่เพิ่มขึ้นใหม่ ทำให้เทคโนโลยีความปลอดภัยขั้นสูงของมาสด้าช่วยให้ผู้ขับขี่สามารถระบุความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นก่อน และลดโอกาสที่จะเกิดความเสียหายหรือการบาดเจ็บ รวมถึงการเริ่มนำเอาเทคโนโลยีใหม่ๆ เข้ามาใช้เพื่อสนับสนุนการรับรู้และการขับขี่ที่ปลอดภัยยิ่งขึ้น 8.KODO design ความสวยงามอันละเอียดอ่อนที่แสดงถึงความแข็งแกร่งอันประณีต การพัฒนา CX-5 มุ่งเป้าไปที่การกระตุ้นอารมณ์และความมีชีวิตชีวาอันทรงพลังภายใต้แนวคิด “Kodo design” Soul of Motion หรือจิตวิญญาณแห่งการเคลื่อนไหว มาต่อยอดไปสู่ระดับที่สูงขึ้นด้วยการสร้างความรู้สึกถึงความงามอย่างสดชื่นที่ดึงดูดความรู้สึกอ่อนไหว ด้วยความมุ่งมั่นในการออกแบบที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะที่บรรจงสรรสร้างขึ้น ทีมออกแบบมุ่งเน้นไปที่สุนทรียศาสตร์แบบญี่ปุ่นเริ่มต้นด้วยรูปแบบที่เรียบง่ายปราศจากชิ้นส่วนที่ไม่จำเป็นเฉกเช่นเดียวกับที่ใช้ในงานหัตถกรรมสไตล์ญี่ปุ่น โดยนำแนวคิด “ความแข็งแกร่งอันประณีต” มาใช้เป็นแกนหลัก ได้แก่ “รูปทรงที่ใหญ่โต” “รูปแบบที่สง่างาม” และ “ความลงตัวและงานตกแต่งที่ใส่ใจในทุกรายละเอียด” เป็นแกนหลักในการออกแบบภายนอกและภายใน 9.เอกสิทธิ์เฉพาะมาสด้ากับสีแดง Soul Red Crystal มาสด้าได้สร้างสีสันของตัวถังให้สดใสและความลึกที่บริสุทธิ์ เพื่อสร้างความประทับใจเสมือนหนึ่งว่าได้ชาร์จพลังงานมาอย่างเต็มที่ด้วยสี Soul Red Crystal ด้วยความเชื่อที่ว่าสีคือองค์ประกอบสำคัญของการออกแบบ มาสด้าได้พัฒนาคุณลักษณะนี้อีกครั้งเพื่อให้เห็นถึงความสวยงามและคุณภาพของรูปทรงของตัวถังตาม Kodo design ด้วยการเพิ่มระดับความสว่างและเพิ่มความลึกของสีให้ดูมีมิติมากขึ้น ใช้การเคลือบสีสามชั้น ได้แก่ชั้นสะท้อนแสง ชั้นโปร่งแสง และเคลือบใสด้านบน เป็นความก้าวหน้าครั้งสำคัญของเทคโนโลยีการพ่นสี TAKUMINURI เพื่อให้ได้สีแดงที่สดใสขึ้น ชั้นโปร่งแสงใช้เม็ดสีที่มีความเข้มสูง พัฒนาขึ้นโดยพิจารณาถึงลักษณะทางกายภาพของแสงชั้นสะท้อนแสงเป็นทินเนอร์และใช้เกล็ดอลูมิเนียมขนาดเล็กที่มีความสว่างสูง ตลอดจนเกล็ดที่ดูดซับแสงบนพื้นผิวของตัวถัง ผลลัพธ์ที่ได้คือการสะท้อนที่ก่อให้เกิดไฮไลท์ของแสงและเงาที่สดใสดูมีมิติ นอกจากคุณภาพที่อัดแน่นจากเทคโนโลยีสกายแอคทีฟแล้ว ยังมีองค์ประกอบอื่นที่สนับสนุนให้ CX-5 ประสบความสำเร็จ ไม่ว่าจะเป็นการออกแบบที่เรียบง่ายแต่งดงาม เทคโนโลยีความปลอดภัยระดับโลก สมรรถนะการขับขี่ที่ทั้งแรงและประหยัดน้ำมัน อุปกรณ์อำนวยความสะดวกสบายครบครัน เทคโนโลยีการติดต่อสื่อสาร Mazda Connect ที่ช่วยให้ไม่พลาดทุกการสื่อสาร จึงทำให้ CX-5 สามารถครองใจลูกค้าจากทั่วทุกมุมทั่วโลกมาจนถึงทุกวันนี้ ตลอดจนการคว้ารางวัลการันตีความสำเร็จมาแล้วมากมายจากเวทีระดับนานาชาติรวมถึงในประเทศไทยด้วยเช่นกัน

Read More

เกรท วอลล์ มอเตอร์ ขึ้นแท่นยอดขายอันดับ 1

 

 เกรท วอลล์ มอเตอร์ ขึ้นครองแชมป์อันดับ 1 ของเซคเมนท์รถยนต์คอมแพคเอสยูวี ด้วยยอดขายและส่งมอบ All New HAVAL H6 Hybrid SUV กว่า 408 คัน ในเดือนสิงหาคม พ.ศ.2564 คิดเป็นส่วนแบ่งทางการตลาด 34.3 เปอร์เซ็นต์พร้อมเดินหน้าส่งมอบประสบการณ์อัจฉริยะเหนือระดับและบริการหลังการขายเต็มรูปแบบให้กับผู้บริโภคชาวไทย ในขณะเดียวกัน ยอดขายโดยรวมของ เกรท วอลล์ มอเตอร์ ในตลาดโลกในเดือนสิงหาคมและตลอดทั้งปีนี้ก็เติบโตอย่างต่อเนื่องเช่นกัน หลังจากที่ All New HAVAL H6 Hybrid SUV ได้สร้างปรากฎการณ์ใหม่ให้กับวงการรถยนต์ไทย ด้วยการทำยอดขายสูงติดอันดับ TOP3 ในตลาดรถยนต์คอมแพคเอสยูวีในเดือนกรกฏาคมที่ผ่านมา ซึ่งเป็นเดือนแรกของการส่งมอบรถภายหลังจากการเปิดตัวและประกาศราคาอย่างเป็นทางการในปลายเดือนมิถุนายน แม้จะต้องเผชิญกับสถานการณ์อันยากลำบากท่ามกลางการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 เกรท วอลล์ มอเตอร์ ยังคงสร้างผลงานได้ดีอย่างต่อเนื่องในเดือนสิงหาคมนี้ ด้วยยอดขายรวมกว่า 408 คัน ก้าวขึ้นเป็นแบรนด์รถยนต์ที่มียอดขายสูงสุดของเซคเมนท์คอมแพคเอสยูวีของประเทศไทย คุณณรงค์ สีตลายน กรรมการผู้จัดการ เกรท วอลล์ มอเตอร์ (ประเทศไทย) เผยว่า “ความสำเร็จจากยอดขายของเราในเดือนสิงหาคมนี้ นับเป็นความภาคภูมิใจและเป็นอีกก้าวที่ยิ่งใหญ่สำหรับ เกรท วอลล์ มอเตอร์ 
เราขอขอบคุณผู้บริโภคชาวไทยที่ให้การสนับสนุน เกรท วอลล์ มอเตอร์ อย่างดีเยี่ยม จนในวันนี้เราสามารถขึ้นเป็น
แบรนด์รถยนต์ที่มียอดขายเป็นอันดับ 1 ในเซกเมนต์รถยนต์คอมแพคเอสยูวีของประเทศไทยได้สำเร็จภายในระยะเวลาเพียง 2 เดือน แม้เราจะเพิ่งเข้ามาเริ่มธุรกิจในประเทศไทยได้ไม่นาน แต่ทีมงานและพาร์ทเนอร์ของเราทุกคนต่างทุ่มเททั้งแรงกาย แรงใจกันอย่างเต็มที่เพื่อสร้างความสำเร็จในครั้งนี้ไปด้วยกัน ความสำเร็จตรงนี้ส่วนหนึ่งมาจากการเปิดใจยอมรับในแบรนด์ใหม่ของผู้บริโภคชาวไทย ความเชื่อมั่นในความเป็นผู้นำด้านรถยนต์พลังงานใหม่ (xEV) ของเกรท วอลล์ มอเตอร์ รวมถึงการเปิดใจกับการดำเนินธุรกิจแบบใหม่ที่ทางเกรท วอลล์ มอเตอร์ ได้ออกแบบมา
เพื่อสร้างประสบการณ์ใหม่ในการเป็นเจ้าของรถผ่านประสบการณ์ออนไลน์สู่ออฟไลน์ O2O (Online-To-Offline) 
เราขอขอบคุณทุกความเชื่อมั่นและความไว้วางใจที่ผู้บริโภคและแฟนๆ ชาวไทยมีให้กับ เกรท วอลล์ มอเตอร์ เป็นอย่างดีเสมอมาอีกครั้ง และขอให้คำมั่นสัญญาว่า เราจะเดินหน้าพัฒนามาตรฐานของผลิตภัณฑ์ รวมไปถึงยกระดับประสบการณ์ของลูกค้าทั้งด้านการขายและบริการหลังการขายผ่านรูปแบบการดำเนินธุรกิจแบบใหม่ เพื่อให้
ตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคชาวไทยให้ได้อย่างดีที่สุด”  สำหรับยอดขายของ All New HAVAL H6 Hybrid SUV กว่า 408 คัน ในเดือนสิงหาคมนี้ เพิ่มขึ้น 27.5 เปอร์เซ็นต์เมื่อเทียบจากยอดขายในเดือนกรกฎาคมที่ 320 คัน ส่งผลให้ในเดือนสิงหาคมนี้ เกรท วอลล์ มอเตอร์ สามารถครองส่วนแบ่งทางการตลาดสูงถึง 34.3 เปอร์เซ็นต์ จากยอดขายรวมของรถยนต์คอมแพคเอสยูวีทั้งหมดในเดือนสิงหาคมจำนวน1,190 คัน  ก้าวขึ้นสู่การเป็นรถยนต์ที่มียอดขายเป็นอันดับ 1 ของเซคเมนท์ ครองส่วนแบ่งการตลาดเพิ่มขึ้น 7.8 เปอร์เซ็นต์เมื่อเทียบกับส่วนแบ่งการตลาดในเดือนกรกฎาคมที่ 26.5 เปอร์เซ็นต์ ทั้งนี้เมื่อรวมกับยอดขาย 320 คัน ในเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา เกรท วอลล์ มอเตอร์ ได้ส่งมอบรถยนต์ All New HAVAL H6 Hybrid SUV ให้แก่ผู้บริโภคชาวไทยไปแล้วกว่า728 คัน ภายในระยะเวลา 2 เดือน การก้าวขึ้นเป็นอันดับ 1 ภายในระยะเวลาเพียง 2 เดือน นับเป็นการตอกย้ำความมุ่งมั่นของ เกรท วอลล์ มอเตอร์ 
ในการก้าวขึ้นเป็นผู้นำด้านรถยนต์พลังงานไฟฟ้า (xEV Leader) รวมไปถึงเป้าหมายในการเป็นแบรนด์รถยนต์ในใจ
คนไทยภายในระยะเวลา 3 ปี ซึ่ง เกรท วอลล์ มอเตอร์ จะยังคงเดินหน้าสานต่อกลยุทธ์การดำเนินธุรกิจภายใต้แบรนด์คอนเซ็ปต์ “New Energy” “New Intelligence” และ “New Experience” เพื่อส่งมอบผลิตภัณฑ์และการบริการแบบ Online-to-Offline (O2O) รูปแบบใหม่อย่างครบวงจร ให้กับผู้บริโภคชาวไทย ทั้งการให้บริการออฟไลน์ผ่าน GWM Store และPartner Store ทั่วประเทศ และการให้บริการออนไลน์ผ่าน GWM Application นอกจากนี้ เกรท วอลล์ มอเตอร์ ยังคำนึงถึงความสะดวกและผลประโยชน์ที่ลูกค้าจะได้รับอยู่เสมอ ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญในการดำเนินธุรกิจ บริษัทจึงได้มีการปรับนโยบายและวิธีการดำเนินการต่างๆ ให้เหมาะสมตามสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลาได้อย่างรวดเร็วเพื่ออำนวยความสะดวกสูงสุดให้กับลูกค้า ไม่ว่าจะเป็นการขยายระยะเวลาของแคมเปญทางการตลาด รวมไปถึงการให้บริการถึงหน้าบ้านของลูกค้า หรือ Door-to-Door Service ในรูปแบบต่างๆ และล่าสุด เกรท วอลล์ มอเตอร์ ได้นำเสนอโปรโมชั่นพิเศษแทนคำขอบคุณให้กับผู้ที่จองรถยนต์ All New HAVAL H6 Hybrid SUV รุ่น PRO ด้วยสิทธิพิเศษในการผ่อนนานกว่า 84 เดือน เริ่มต้นเพียง 13,004 บาทต่อเดือน เมื่อจองและรับรถภายในวันที่ 30 กันยายนนี้

Read More
Visit Us On FacebookVisit Us On TwitterVisit Us On YoutubeCheck Our Feed